เกี่ยวกับเรา

ข้อบังคับ

มูลนิธิพัฒนาประชาสังคม

หมวดที่ 1

ชื่อ  เครื่องหมาย  และสำนักงานที่ตั้ง

ข้อ 1   มูลนิธินี้ชื่อว่า “มูลนิธิพัฒนาประชาสังคม”  ย่อว่า มปส. 

เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Civil Society Development Foundation (CSDF)

ข้อ 2   เครื่องหมายของมูลนิธิ คือ 

  • ต้นกล้าสีเขียว หมายถึง หน่ออ่อนขององค์กรภาคประชาสังคมที่กำลังหยั่งราก ผลิใบ
  • มือสีน้ำเงิน หมายถึง พลังที่ประคับประคองและฟูมฟักให้ต้นกล้าเจริญเติบโต

ตามรูปที่ปรากฏด้านล่างนี้

ข้อ 3   สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 98/46 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด  จังหวัดนนทบุรี  ชื่อหมู่บ้านคาซ่าวิลล์ ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์

หมวดที่   2

วัตถุประสงค์

            ข้อ 4   มูลนิธิพัฒนาประชาสังคม  มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

4.1 ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมที่หลากหลาย ทั้งในเชิงพื้นที่ เชิงประเด็น และเชิงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

4.2 สนับสนุนบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมในการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

4.3  สนับสนุนการศึกษาและพัฒนาแนวคิด-แนวทางที่ว่าด้วยมูลนิธิกองทุนชุมชน(Community Foundation) และส่งเสริมการพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคมไทย

4.4  สนับสนุนการศึกษาและพัฒนารูปแบบวิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม ให้เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์เศรษฐกิจฐานรากและสังคมเข้มแข็ง

4.5  ประสานความร่วมมือกับส่วนราชการ ภาคธุรกิจเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทขององค์กรการกุศล และองค์กรสาธารณะประโยชน์ เพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งของสังคมไทย

4.6  พัฒนาศักยภาพผู้ทำงานพัฒนาสังคม ในด้านแนวคิด ความรู้และทักษะประสบการณ์ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม

4.7  ระดมทุนทั้งองค์กรภายในและภายนอกประเทศเพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะประโยชน์

4.8  เพื่อส่งเสริม  การพัฒนาสงเคราะห์  การบรรเทาทุกข์  การบรรเทาสาธารณภัย  และ
       สาธารณประโยชน์อื่น ๆ

4.9  เพื่อส่งเสริมและให้การสนับสนุน การศึกษา การสาธารณสุข  และกิจกรรมที่เป็น
      ประโยชน์ต่อสังคม  แก่ประชาชนทั่วไป  ทั้งในและนอกระบบ

4.10  ไม่ดำเนินงานเกี่ยวกับอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มหรือพรรค 
   การเมืองใดๆ

หมวดที่   3

ทุนทรัพย์  ทรัพย์สิน   และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

ข้อ 5   ทุนทรัพย์จดทะเบียนเริ่มแรกของมูลนิธิ  จำนวนเงิน 200,000.00 บาท (สองแสนบาทถ้วน) ซึ่งได้มาจากเงินบริจาค

          ข้อ 6   มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้

  • เงินหรือทรัพย์สินที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
    • เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด
    • เงินหรือทรัพย์สินของมูลนิธิที่จัดซื้อโดยมติของคณะกรรมการมูลนิธิ
    • ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ

หมวดที่   4

คุณสมบัติ   และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ

ข้อ 7   คุณสมบัติของกรรมการมูลนิธิ  มีดังต่อไปนี้

7.1   มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบรูณ์

7.2   ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย  หรือไร้ความสามารถ  หรือเสมือนไร้ความสามารถ

7.3   ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก  เว้นแต่กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ

7.4   มีความสนใจและปรารถนา  เข้าร่วมกิจกรรมกับมูลนิธิ

ข้อ   8 กรรมการมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

                   8.1   ถึงคราวออกตามวาระ

                   8.2   ตาย  หรือ  ลาออก

                   8.3   ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับข้อ 7

8.4   เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย  และกรรมการมูลนิมีมติให้พ้น
  จากตำแหน่ง  โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของกรรมการมูลนิธิ

หมวดที่ 5

การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 9   คณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน แต่ไม่เกิน 7 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ  เลขานุการมูลนิธิ  เหรัญญิกมูลนิธิ  และตำแหน่งอื่น ๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิเห็นสมควร

ข้อ 10 ในวาระเริ่มแรกให้คณะกรรมการผู้เริ่มการจัดตั้งมูลนิธิเป็นผู้เลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิขึ้นคณะหนึ่ง  ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ  และกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควร

ข้อ 11 การแต่งตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้    

ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ ข้อ 9

ข้อ 12 กรรมการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี

ข้อ 13 การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นมติของที่ประชุม

ข้อ 14 กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก

ข้อ 15 ในกรณีที่กรรมการมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งถึงคราวออกตามวาระ  ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งถึงคราวออกตามวาระ  ปฏิบัติหน้าที่ของมูลนิธิต่อไป จนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้งการจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่

หมวดที่ 6

อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 16 คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการของมูลนิธิให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินการตามนโยบายนั้น
    1. ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ของมูลนิธิ
    1. เสนอรายงานกิจกรรม รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้ – รายจ่าย  ต่อ  นายทะเบียน
    1. ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้ 
    1. ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
    1. แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการคณะหนึ่งหรือหลายคณะ  เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิ  ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
    1. เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
    1. เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
    1. แต่งตั้งหรือถอดถอน เจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ  มติให้ดำเนินการตามข้อ16.7,16.8  ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ 16.8  ย่อมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น

ข้อ 17 ประธานกรรมการมูลนิธิ  มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

  1.    เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
    1.    สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
    1.  เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสาร  ข้อบังคับ และสรรพหนังสือ  อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ  เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิหรือกรรมการมูลนิธิผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อจึงเป็นอันใช้ได้
    1.    ปฏิบัติการอื่นๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 18 ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำหน้าที่แทน เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน

ข้อ 19 ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น

ข้อ 20 เลขานุการมูลนิธิ มีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประชุมของมูลนิธิ  ติดต่อประสานงานทั่วไป  รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิและทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิ

ข้อ 21 เหรัญญิก มีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ  ตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ข้อ 22 สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ให้มีหน้าที่ตามคณะกรรมการมูลนิธิกำหนด  โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน

ข้อ 23 คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่น ๆ ของมูลนิธิ

หมวดที่   7

อนุกรรมการ

ข้อ  24 คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม  โดยจะแต่งตั้งให้เป็นคณะอนุกรรมการประจำหรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษคราวใดก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ  เลขานุการหรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการแต่ละคณะแต่งตั้งกันเอง  ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้

ข้อ 25 อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานรับมอบหมายให้กระทำ  ส่วนคณะอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิ  ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง  และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้

  •    อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
    • อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย

หมวดที่ 8

การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 26 คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้การประชุมสามัญประจำปี ทุก ๆ ปี ภายในเดือนพฤษภาคม และต้องมีกรรมการมูลนิธิ เข้าร่วมประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ข้อ 27  การประชุมวิสามัญอาจมีได้  ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ  หรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ  หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้

ข้อ 28 กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดไว้  ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการประชุม ให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง  และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ 26 บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 29 ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ หรือคณะอนุกรรมการ  หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน  ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

กิจการใดเป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อยประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือ  แทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ  แต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในราวต่อไป  กิจการใดเป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่  ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 30 ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิหรือประธานที่ประชุมมีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

หมวดที่ 9

การเงิน

ข้อ 31  ประธานกรรมการมูลนิธิ  หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีที่ทำหน้าที่แทน  มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน 3,000,000 บาท (สามล้านบาทถ้วน)  ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว  ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก  เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายที่จะอนุมัติให้จ่ายได้  แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป

ข้อ 32  การเก็บรักษาเงินสดไว้เพื่อใช้ดำเนินการในกิจกรรมมูลนิธิให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิภายใต้การกำกับดูแลของเลขานุการมูลนิธิหรือเหรัญญิก

ข้อ 33 เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ์ต้องนำไปฝากไว้กับธนาคาร  หรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน  แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิเห็นสมควร

ข้อ 34 การสั่งจ่ายเงินของมูลนิธิโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงิน  จะต้องมีลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่าย  ซึ่งเป็นคณะกรรมการมูลนิธิ  สองในสี่  ดังนี้คือ

  1. ประธานกรรมการมูลนิธิ
  2. รองประธานกรรมการมูลนิธิ
  3. เลขานุการมูลนิธิ
  4. เหรัญญิกหรือผู้ช่วยเหรัญญิก  ในกรณีที่ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน

ข้อ 35           การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ  รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงานให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิ  และเงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบโดยเฉพาะ  และรายได้อันเกิดจากกิจกรรมของมูลนิธิ

ข้อ 36 ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน  บัญชี  และทรัพย์สินของมูลนิธิ  ตลอดจนอำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับรายรับและรายจ่ายนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ

ข้อ 37 ให้คณะกรรมการมูลนิธิจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา  เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี

หมวดที่ 10

การแก้ไขเพิ่มเติมเอกสาร

ข้อ 38 การแก้ไขเพิ่มเติมตราสาร จะกระทำได้โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม

หมวดที่ 11

การยกเลิกมูลนิธิ

ข้อ 39 ถ้ามูลนิธิต้องยกเลิกไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตามทรัพย์สินของมูลนิธิ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมไทยเข้มแข็ง (สxส)

ข้อ 40 การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น  นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลงโดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิก ด้วยเหตุต่อไปนี้

  • เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้ว ไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นสัญญาเต็มจำนวน
    •    เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสามในสี่มีมติให้ยกเลิก
    • เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของมูลนิธิ
    •    เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด 

หมวดที่ 12

บทเบ็ดเตล็ด

ข้อ 44 การตีความข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย  ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ 45 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้หรือกำหนดไว้ขัดแย้ง

ข้อ 46 มูลนิธิจะต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน  หรือเพื่อบุคคลใด  นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง


Download LOGO สxส (ไฟล์ PDF)

Download LOGO สxส (ไฟล์ PNG)

LOGO CSDI (PDF)

————————————–

ข้อบังคับสมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมไทยเข้มแข็ง

ฉบับปี พ.ศ.2562

หมวดที่ 1 บททั่วไป

ข้อ 1     ข้อบังคับนี้เรียกว่า“ข้อบังคับสมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์เพื่อ สังคมไทยเข้มแข็ง”

ข้อ 2     สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมไทยเข้มแข็ง มีชื่อย่อว่า “สXส” ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่าThe Association of Citizen Organizations for Healthy Thai Society ใช้ชื่อย่อภาษาอังกฤษว่าACOTS

ข้อ 3     เครื่องหมาย ของ สมาคม มีภาพดังนี้

ซึ่งมีความหมายว่า

  • สXส คือชื่อย่อของสมาคม ที่สื่อความหมายว่าเป็นการรวมตัวและทวีคูณพลังขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสังคมไทยเข้มแข็ง
  • ภาพวงกลมไม่เต็มรูปที่เป็นฉากหลัง คือความเคลื่อนไหวที่มีวิวัฒนาการ และการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด

ข้อ 4     สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 98/46 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  ชื่อหมู่บ้านคาซ่าวิลล์ ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์

หมวดที่ 2 วัตถุประสงค์และหลักการดำเนินงาน

ข้อ 5     วัตถุประสงค์ของสมาคม

  • เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนพลเมือง เพื่อประโยชน์สาธารณะใน ทุกพื้นที่ ทุกองค์กรและทุกระดับ
  • เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมไทย เพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์ปัญหาของชุมชน สังคม และประเทศชาติ โดยสามารถพึ่งตนเองในการจัดการปัญหาทุกระดับได้
  • เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงและขยายเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้และการทำงานร่วมกันออกไปให้กว้างขวาง
  • เพื่อส่งเสริมพลังอิสระและเป็นกลางในการพัฒนาระบบประชาธิปไตยของประเทศ ตามแนวทางสันติประชาธรรมและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ

ข้อ 6     หลักการสำคัญในการดำเนินงาน

  • สมาคมเป็นอิสระจากอำนาจ อิทธิพล และผลประโยชน์ด้วยการดำเนินงานที่โปร่งใส
  • สมาคมมีจุดยืนในความเป็นกลาง ไม่สนับสนุนการแบ่งขั้ว-แยกฝ่ายในสังคม
  • สมาคมยึดหลักการดำเนินงานด้วยวิถีทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา)
  • สมาคมยึดหลักการมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำบนพื้นฐานของความสมัครใจของสมาชิกโดยยอมรับความแตกต่างหลากหลายระหว่างกันและกัน สมาชิกมีดุลยพินิจที่เป็นอิสระในการเข้าร่วมหรือไม่ เข้าร่วมในกิจกรรมใด ๆ ของสมาคม
  • สมาคมทำหน้าที่เป็นเวทีอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นระหว่างสมาชิกเพื่อนำไปสู่การก่อตัวรวมกลุ่มดำเนินงานกันเอง
  • สมาคมมีหน้าที่หลักในการสนับสนุนทางเทคนิควิชาการแก่สมาชิกและเครือข่าย โดยมิใช่องค์กรนำหรือแหล่งสนับสนุนทุนแต่อย่างใด

หมวดที่ 3 สมาชิกภาพ

ข้อ 7     ประเภทของสมาชิก

สมาชิกของสมาคม มี 3 ประเทศ ได้แก่

  • สมาชิกประเภทองค์ หมายถึง องค์กรสาธารณประโยชน์ประเภทใดประเภทหนึ่ง (จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้)ที่สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมโดยความเห็นชอบของผู้บริหารหรือคณะกรรมการ หรือผู้นำที่มีอำนาจเต็มขององค์กรและได้ผ่านการพิจารณาจากนายทะเบียนของสมาคมและชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วนตามข้อบังคับ
  • สมาชิกประเภทสามัญ หมายถึงบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทย มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ เป็นผู้ที่มีจิตใจอาสาสมัครเพื่อสังคมหรือมีประสบการณ์การทำกิจกรรมร่วมกับองค์กรสาธารณประโยชน์แห่งใดแห่งหนึ่งมาก่อน สมัครเข้าเป็นสมาชิกโดยผ่านการพิจารณาจากนายทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วนตามข้อบังคับ
  • สมาชิกประเภทกิตติมศักดิ์ หมายถึงบุคคล ที่ได้รับการเรียนเชิญจากสมาคมให้เข้าเป็นสมาชิก โดยมีการตอบรับอย่างเป็นทางการ รวมถึงบุคคลที่ได้รับบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้กับสมาคมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10,000บาท ขึ้นไป

ข้อ 8     การสมัครเป็นสมาชิก

ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ให้ผู้ประสงค์สมัครเข้าเป็นสมาชิกยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมฯ ต่อเลขานุการ โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย 1 คน และให้เลขานุการติดประกาศรายชื่อผู้สมัครไว้ ณ สำนักงานของสมาคมฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้สมาชิกอื่นๆ ของสมาคมฯ มีโอกาสใช้สิทธิคัดค้านการสมัครนั้น และเมื่อครบกำหนดประกาศแล้ว ก็ให้เลขานุการนำใบสมัครและหนังสือคัดค้านของสมาชิก (ถ้ามี)เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติว่าจะรับหรือไม่รับ เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมฯ และเมื่อคณะกรรมการฯ พิจารณาการสมัครแล้ว ผลเป็นประการใด ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว

ข้อ 9     ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม

สมาชิกประเภทองค์กร จะต้องชำระคำธรรมเนียมดังนี้

  • ค่าลงทะเบียนแรกเข้า  200  บาท
  • ค่าบำรุงสมาคมเป็นรายปี ๆ ละ 2,000  บาท

สมาชิกประเภทสามัญ จะต้องชำระค่าธรรมเนียมดังนี้

  • ค่าลงทะเบียนแรกเข้า  200  บาท
  • ค่าบำรุงสมาคมเป็นรายปี ๆ ละ 300  บาท
  • สมาชิกประเภทกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแต่อย่างใด

ข้อ 10   สมาชิกภาพ

  • สมาชิกประเภทองค์กรและสมาชิกประเภทสามัญ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติการเป็นสมาชิก ก็ให้ผู้นั้นชำระค่าลงทะเบียนแรกเข้าและค่าบำรุงสมาคมให้แล้วเสร็จภายใน 30วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขานุการ โดยสมาชิกภาพของผู้สมัครให้เริ่มนับ ตั้งแต่วันที่ชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระค่าธรรมเนียมภายในกำหนด ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก
  • สมาชิกประเภทกิตติมศักดิ์ ให้นับการเป็นสมาชิกภาพตั้งแต่วันที่ได้ให้การบริจาคหรือตอบรับคำเชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมฯ อย่างเป็นทางการ

ข้อ 11    การสิ้นสุดสมาชิกภาพ

สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้

  • ตาย หรือ ยุบเลิกองค์กร (ในกรณีสมาชิกประเภทองค์กร)
  • ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการสมาคม และคณะกรรมการอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย
  • ขาดคุณสมบัติสมาชิก
  • ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม หรือคณะกรรมการสมาคมพิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน เพราะสมาชิกผู้นั้นได้กระทำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคมฯ

หมวดที่ 4 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

ข้อ 12    สมาชิกมีสิทธิดังนี้

  • มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของสมาคม โดยเท่าเทียมกัน
  • มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของสมาคมต่อคณะกรรมการ
  • มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
  • มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
  • มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการสมาคมตามกระบวนการเลือกตั้ง
  • สมาชิกประเภทองค์กรทุกองค์กร และสมาชิกประเภทสามัญที่รวมตัวกันจำนวน 10 คนขึ้นไป มีสิทธิ์ในการเสนอชื่อผู้เข้ารับเลือกตั้งเป็นกรรมการสมาคม คราวละไม่เกิน 3รายชื่อ
  • สมาชิกประเภทองค์กร และสมาชิกประเภทสามัญ มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการและลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมโดย 1องค์กรหรือ1คนต่อ 1คะแนนเสียง
  • มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
  • มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1ใน 4ของจำนวนสมาชิกสามัญทั้งหมด เพื่อร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้

ข้อ 13    สมาชิกมีหน้าที่ดังนี้

  • มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติและข้อบังคับของสมาคมอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมกับสมาคม
  • มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
  • มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคม

(4) มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมจัดขึ้น

(5) มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียง ของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

หมวด 5 การดำเนินการสมาคม

ข้อ 14 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมโดยมีจำนวนอย่างน้อย 11 คน อย่างมากไม่เกิน 19 คน คณะกรรมการนี้ ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคมและให้ผู้ที่ได้เลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคม1คน และอุปนายก 1คน สำหรับกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ให้นายกสมาคมฯ เป็นผู้แต่งตั้ง ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ของสมาคมฯ ตามที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งตำแหน่งของกรรมการสมาคม มีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปต่อไปนี้

14.1 นายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการกำหนดทิศทางและนโยบายของสมาคม เป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอก และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ และการประชุมใหญ่ของสมาคม

14.2 อุปนายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการกำหนดทิศทางและนโยบายของสมาคม ปฏิบัติตามหน้าที่ที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคมเมื่อนายกสมาคมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

14.3 เลขานุการ ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมทั้งหมด เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคม และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม

14.4 เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคมและเก็บเอกสารหลักฐานต่าง ๆของสมาคมไว้เพื่อการตรวจสอบ

14.5 ปฏิคม มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของสมาคม เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของสมาคมและจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่าง ๆ ของสมาคม

14.6 นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคมประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก

14.7 ประชาสัมพันธ์มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิกและบุคคลโดยทั่วไปรู้จักแพร่หลาย

14.8 กรรมการมีตำแหน่งตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้น โดยมีจำนวน เมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้ว จะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการกลาง

ข้อ 15 คณะกรรมการของสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี และเมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระทำหน้าที่รักษาการไปพรางก่อน จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียน จากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน30 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ

ข้อ 16 ตำแหน่งกรรมการสมาคม ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการ แต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควร เข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น

ข้อ 17 กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้ คือ

17.1 ตาย

17.2 ลาออก

17.3 ขาดจากสมาชิกภาพ

17.4 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง

ข้อ 18 กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการเพื่อให้มีมติให้ออก

ข้อ 19 อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ

19.1 มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้

19.2 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษาหรือ อนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง

19.3 มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ

19.4 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้

19.5 มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

19.6 มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการ รวมทั้งการเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม

19.7 มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกสามัญจำนวน1ใน 4ของสมาชิกทั้งหมด ได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน30วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

19.8 มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงินทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมได้ถูกต้องตามหลักวิชาการและสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ

19.9 จัดทำบันทึกการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ

19.10 มีหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

ข้อ 20 คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อยเดือนละ1ครั้ง ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม

ข้อ 21 การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ 22 ให้การประชุมคณะกรรมการ ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเองเพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในการประชุมคราวนั้น

หมวด การประชุมใหญ่

ข้อ 23  การประชุมใหญ่ของสมาคมมี 2ชนิดคือ

23.1 ประชุมใหญ่สามัญ

23.2 ประชุมใหญ่วิสามัญ

ข้อ 24 คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีๆ ละ 1ครั้ง ภายในเดือนตุลาคมของทุกปี

ข้อ 25 การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้นหรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า1ใน 4ของสมาชิกสามัญทั้งหมดร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น

ข้อ 26 การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ และการแจ้งจะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 7วันก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่

ข้อ 27 การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้

27.1 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี

27.2 แถลงบัญชีรายรับ รายจ่ายและบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ

หมวด 7 การเงินและทรัพย์สิน

ข้อ 28 การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคมถ้ามีให้นำฝากไว้ในธนาคาร

ข้อ 29 การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคมจะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนลงนามกับเหรัญญิก หรือเลขานุการพร้อมกับประทับตามของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้

ข้อ 30 ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมให้ครั้งละไม่เกิน500,000บาท(ห้าแสนบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ และคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน 5,000,000 บาท (ห้าล้านบาทถ้วน) ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านี้ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม

ข้อ 31 ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมไม่เกิน 30,000บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้

ข้อ 32 เหรัญญิก จะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุล ให้ถูกต้อง ตามหลักวิชาการ การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง

ข้อ 33 ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต

ข้อ 34 ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงิน และทรัพย์สินจากคณะกรรมการและสามารถจะเชิญกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้

ข้อ 35 คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ

หมวด 8การแก้ไขข้อบังคับสมาคมและการยุบเลิกสมาคม

ข้อ 36 ข้อบังคับสมาคมนี้จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยมติของที่ประชุมใหญ่สามัญหรือวิสามัญ ซึ่งต้องมีสมาชิกสามัญและสมาชิกประเภทองค์กรไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของทั้งหมดเป็นองค์ประชุม และต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมด้วยคะแนนเสียงอย่างน้อย 2ใน 3 ของผู้เข้าประชุมในคราวนั้น

ข้อ 37 การยุบเลิกสมาคมจะมีขึ้นได้ตามมติของที่ประชุมใหญ่สามัญหรือวิสามัญซึ่งต้องมีสมาชิกสามัญและสมาชิประเภทองค์กรไม่น้อยกว่า 2ใน 3 ของทั้งหมดเป็นองค์ประชุม และต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมด้วยคะแนนเสียงอย่างน้อย 3 ใน 4 ของผู้เข้าประชุมในคราวนั้น

ข้อ 38 เมื่อสมาคมต้องยกเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกเป็นของมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และมูลนิธิสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม ในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน

หมวดที่ 9 บทเฉพาะกาล

ข้อ 39 ข้อบังคับฉบับนี้นั้น ให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป

ข้อ 40 เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ และสมาชิกภาพของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเริ่มตั้งแต่วันจดทะเบียนเป็นต้นไป

ลงชื่อ……………………………..ผู้จัดทำข้อบังคับ

(นายแพทย์พลเดช  ปิ่นประทีป)

คณะกรรมการชุดแรกของสมาคม

  1. นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป   นายกสมาคม
  2. อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์   อุปนายกสมาคม
  3. รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี   กรรมการ
  4. รศ.ดร.เนาวรัตน์ พลายน้อย   กรรมการ
  5. ดร.วณี ปิ่นประทีป   กรรมการ
  6. นายคณุสสัน ศุภวัตรวรคุณ   กรรมการ
  7. นางสาวอุไรรัตน์ เครือพงศ์ศักดิ์   กรรมการ
  8. นางสาวพัชรา อุบลสวัสดิ์   กรรมการและเลขานุการ
  9. นางสาวดวงพร เฮงบุญยพันธ์   กรรมการและเหรัญญิก
  10. นายภุชงค์ กนิษฐชาติ   กรรมการและประชาสัมพันธ์
  11. นางสาวปนิตา ธีรสฤษดิ์สกุล   กรรมการและปฏิคม