เส้นทางประชาสังคมเมือง แพร่ (22)

บนเส้นทางประชาสังคม ตอนที่ 22 โดย หมอพลเดช

ประชาคมจังหวัดแพร่ บนเส้นทางเมืองไม้ยั่งยืน

การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเมืองโบราณ(นครรัฐ) ในแถบภาคเหนือ บริเวณลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่านตอนต้น ทะยอยเกิดขึ้นตามห้วงเวลา ดังนี้


          – ลุ่มน้ำวัง  เมืองหริภุญชัย ลำพูน พ.ศ. 1172
                        เมืองเขลางค์นคร เวียงละกอน ลำปาง ราว พ.ศ. 1200
          – ลุ่มน้ำยม เมืองพลนคร แพร่ พ.ศ. 1371
                        เมืองภูกามยาว พะเยา ราว พ.ศ. 1500
          – ลุ่มน้ำน่าน  เมืองนันทบุรีศรีนครน่าน พ.ศ. 1825
          – ลุ่มน้ำปิง    เมืองนครพิงค์ เชียงใหม่ พ.ศ. 1839

การศึกษาทางโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดแพร่ พบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่น ขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัด หอกสำริด ที่อำเภอลองและอำเภอวังชิ้น ในถ้ำที่ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ พบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ขวานหิน และเครื่องมือหิน จากการตรวจสอบอายุพบว่ามีอายุราว 4,000 ปี นอกจากนั้นภาพถ่ายทางอากาศและการสำรวจภาคสนาม ยังพบที่ตั้งชุมชนโบราณในจังหวัดแพร่ จำนวน 24 แห่ง 

จังหวัดแพร่ แบ่งการปกครองเป็น 8 อำเภอ 78 ตำบล 715 หมู่บ้าน มีองค์กรชุมชน 2,065 แห่ง ชุมชนเข้มแข็ง 43 กรณีศึกษา ผู้นำชุมชน 363 คน พบผู้ยากลำบากที่ตกสำรวจ 1,650 ราย

จุดเริ่มงานประชาสังคม

          จังหวัดแพร่ มีฐานทุนทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาอย่างอุดมสมบูรณ์  อาทิ โชติ แพร่พันธุ์ (ยาขอบ) นักเขียนเชื้อสายเจ้าเมืองแพร่ ผู้ประพันธ์ ผู้ชนะสิบทิศเพื่อนแพงสามก๊กฉบับวณิพกสินในหมึก  รวมทั้งยังมีเรื่องราวของกบฏเงี้ยวในประวัติศาสตร์ เรื่องสุราพื้นบ้าน ช่างทำปืนท้องถิ่น ธุรกิจยาสูบ แบรนด์ผ้าหม้อห้อม และตำนานนักการเมืองภูธรผู้โด่งดัง ฯลฯ

          งานประชาสังคมจังหวัดแพร่ อาจนับได้ตั้งแต่ ปี 2533 เมื่อเกิดเครือข่ายรณรงค์ควบคุมโรคเอดส์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือที่มีพิษณุโลกเป็นศูนย์กลาง มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ภาคธุรกิจและผู้นำทางสังคมในจังหวัดเข้าร่วมอย่างแข็งขัน เป็นพื้นที่ความเสี่ยงสูง 


          ปี 2538 ขยายสู่งานพัฒนาสังคมร่วมกับเครือข่ายจังหวัดสี่แยกอินโดจีน รองรับเส้นทางสายเอเชียเหนือ-ใต้ ตัดกับเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกที่พิษณุโลก เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกลุ่มภูมิภาคโดยรอบ

          ปี 2542 เข้าร่วมโครงการกองทุนชุมชน(SIF) ฟื้นฟูองค์กรชุมชนและเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งไปทั่วจังหวัด เป็นการต่อยอดและขยายงานประชาสังคมให้มีฐานที่กว้างขวางและเข้มแข็งมากขึ้น

          ปี 2546 เข้าร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาชีวิตสาธารณะท้องถิ่นน่าอยู่ โดยสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาและกองทุน สสส. ชูจุดเด่นของผังเมืองโบราณ ซึ่งมีลักษณะคูเมืองล้อมรอบเป็นรูปขดหอยแบบทวารวดี มีประตูเมือง 4 ด้าน ร่วมยุคสมัยกับเมืองหริภุญไชย จึงริเริ่มทำโครงการฟื้นฟูผังเมืองในรูปแบบ Living Museum ที่บริเวณกำแพงดิน สนามหลวงเมืองแพร่ จวนผู้ว่าเก่า คุ้มเจ้าหลวง และบ้านวงษ์บุรี
          สมาคมภาคีพัฒนาจังหวัดแพร่
        กลุ่มแกนนำผู้ประสานงานหลักของประชาคมแพร่ที่ดำเนินงานสืบต่อกันมา ประกอบด้วย คุณสุวิทย์ สมบัติ อดีตนักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด คุณสามชาย พนมขวัญ ผู้ทรงคุณวุฒิ คุณเพชรรุ่ง เชาวกรวัชร์ พยาบาล คุณเอมอร พรหมดี นักพัฒนาชุมชน คุณสมโรจน์ นักข่าวท้องถิ่น คุณอำนวย พลหล้า เอ็นจีโอ คุณเอกชัย วงศ์วรกุล นักธุรกิจ นายแพทย์ชาญชัย ศิลปอวยชัย อดีตนายก อบจ.นักพัฒนา ซึ่งถูกฆาตกรรมขณะวิ่งออกกำลังกาย จนเกิดกระแสการฟื้นฟูเมืองแพร่
                                                                                                                                 

          ในคราวที่เกิดความขัดแย้งระหว่างบริษัททำไม้ต่างชาติกับเจ้าผู้ครองนคร กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เชิญฝรั่งมาทำการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ภาคเหนือ มีข้อเสนอให้จัดตั้งกรมป่าไม้ เกิดสำนักงานป่าไม้เขตที่จังหวัดเชียงใหม่และแพร่ ตั้งโรงเรียนป่าไม้แพร่ในปี 2444 โดยหลวงวิลาสวันวิท(รัตน์ พนมขวัญ)เป็นผู้อำนวยการคนแรก ปัจจุบันหยุดดำเนินการไปแล้ว เปลี่ยนมาเป็นวิทยาลัยชุมชนพิพิธภัณฑ์ไม้สัก

          ในบริเวณใกล้เคียงกัน มีอาคารไม้เก่าสองชั้นหลังใหญ่ซึ่งเคยเป็นสำนักงานบริษัทบอมเบย์เบอร์มา สถาปัตยกรรมแบบอาณานิคมประยุกต์ อายุ 127 ปี สร้างในปี 2439 ถูกรื้อทิ้งจนเหลือแต่ซาก ทำให้ชาวแพร่ลุกขึ้นมาต่อต้านเรียกร้องจนเกิดกระแสความตื่นตัวทางสังคมอีกครั้ง ใช้เวลา 4 ปีในการกอบกู้ฟื้นฟูอาคารภายใต้โครงการฟื้นป่าบ้านเขียว เป็นอุทยานการเรียนรู้ป่าไม้แพร่ : สวนรุกขชาติเชตวัน 

          ปัจจุบันเครือข่ายได้ร่วมกันขับเคลื่อนประเด็น “แพร่ – เมืองไม้ยั่งยืน”(Phrae Sustainable Wood City) หรือ Phrae Move สมาคมรักเมืองเก่าแพร่ทำการสำรวจบ้านไม้เก่าในจังหวัด พบจำนวนหลายสิบหลัง เกิดกระแสการอนุรักษ์อาคารไม้เก่า ช่วยกันปรับปรุงอาคารและภูมิทัศน์กันจนกลายเป็นเสน่ห์เมืองแพร่ รองรับการท่องเที่ยวเชิงชุมชนและวัฒนธรรมแห่งภูมิภาคล้านนาตะวันออก

          ในยุคของ ผวจ.อภิชาติ โตดิลกเวชช์ มีนโยบายฟื้นฟูกลุ่มอาชีพทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก และการทำตุง สร้างแบรนด์ศูนย์นวัตกรรมเฟอร์นิเจอร์ของประเทศ ในขณะเดียวกันทางสถานทูตสวีเดนให้ความสนใจสนับสนุนอุตสาหกรรมไม้ของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดแพร่ที่เป็นแหล่งไม้สักสำคัญและมีป่าชุมชน 400 เครือข่ายพื้นที่รวม 4 แสนไร่เป็นฐานทรัพยากร ทางฝ่ายประเทศญี่ปุ่นก็สนใจในเรื่องการสร้างอาคารและที่อยู่อาศัยด้วยวัสดุไม้ มาขอเอ็มโอยูด้วย 

          บนฐานของอุตสาหกรรมป่าไม้ ประชาคมแพร่เชื่อว่าจะสามารถทำให้จีดีพีต่อหัวประชากรของจังหวัดสูงขึ้น เด็กรุ่นใหม่มีความสนใจกลับมาทำธุรกิจของครอบครัว เกิดการก่อตัวของกลุ่มอาชีพรุ่นใหม่ เช่น สมาคมสถาปนิกแพร่ กลุ่มแพร่คร้าฟท์ ทำเรื่องเฟอร์นิเจอร์ไม้ การแก้ปัญหาเรื่องวัตถุดิบและรูปแบบผลิตภัณฑ์แปลกใหม่ 

          กลุ่มคนรุ่นใหม่จัดทำ Facebook page แพร่มูฟ แพร่โพสต์ การสื่อสารไปสู่คนเมืองแพร่ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีแอดมินเพจอยู่ในทุกอำเภอ เกิดเป็นฟอรั่มพูดคุยสื่อสารกันเป็นประจำโดยผ่านสื่อโซเชียล สังคมคนแพร่ให้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกรณีน้ำท่วมจังหวัดแพร่ ได้แสดงบทบาทช่วยงานสาธารณะเคียงคู่ทางราชการ ผู้นำชุมชนยุคดิจิตอลเหล่านี้กำลังเติบโต มีงาน มีรายได้.

……………………………….
“He who sees things grow from the beginning will have the best view of them.”(Aristotle)
ผู้ที่เห็นสิ่งต่างๆ เติบโตตั้งแต่เริ่มต้นจะมีมุมมองที่ดีที่สุดต่อสิ่งนั้น.

 ………………………………