ความสามารถในการแข่งขัน ปี 2562 กับข้อเสนอการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ

(14 ก.ค. 2563) ส.ว. พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ตสร. ด้านยุทธศาสตร์ความสามารถในการแข่งขัน

ผมขอทำหน้าที่ติดตามและวิเคราะห์ ผลงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลในปี 2562 ด้วยเลนส์สายตาและมุมมองของคณะอนุกรรมาธิการและในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ผมจะขออภิปรายเพิ่มเติมทัศนะส่วนตัว เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติโดยภาพรวมในช่วงต่อไป ดังต่อไปนี้

ผลงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลในปี 2562

ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วยแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องจำนวน 7 แผน ได้แก่ การเกษตร อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต การท่องเที่ยว พื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ ดิจิทัลและพลังงาน ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งยังมีแผนย่อยและแนวทางการพัฒนาบรรจุอยู่ในนั้น

รวมทั้งสิ้น 30 แผนย่อย และ 147 แนวทางพัฒนา

จากการติดตาม วิเคราะห์โครงการรูปธรรมสำคัญ ที่คัดเลือกมาเป็นตัวอย่างพิจารณา จำนวน 171 โครงการ คณะอนุกรรมาธิการ ตสร.พบว่า ผลการดำเนินงานตามข้อเท็จจริง เมื่อเปรียบเทียบกับการบรรลุเป้าหมายในเชิงกิจกรรม ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก คือ 11 จาก 63 เป้าหมาย หรือ คิดเป็นร้อยละ 17 เท่านั้น จึงมีความเห็นว่า

รัฐบาลควรมีการเร่งรัดดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างจริงจังให้มากกว่านี้.

ผลการวิเคราะห์เป็นรายประเด็น

จากการวิเคราะห์เป็นรายประเด็น มีรายละเอียดโดยสรุปย่อ ได้ดังนี้

1. ประเด็นการเกษตร พบว่ามีปัญหาในด้านขาดความเชื่อมโยงต่อเนื่อง ยังไม่มีข้อมูล big data การวิจัยและพัฒนาเป็นจุดอ่อน ด้านเกษตรชีวภาพยังพัฒนาไม่ครบวงจรการผลิต –วิจัย- ใช้ประโยชน์ ด้านเกษตรแปรรูปและเกษตรแปลงใหญ่ยังขาดระบบนิเวศน์ที่เอื้อ ส่วนเกษตรอัจฉริยะเกษตรแม่นยำก็ยังคงทำกันอยู่ในวงแคบ

ดังนั้น คณะอนุกรรมาธิการ ตสร.จึงมีข้อเสนอแนะให้โฟกัสที่ “ประเด็นการเกษตรสร้างมูลค่า” อย่างครอบคลุม โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงมูลค่า ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งนี้เป็นไปตามแนวทางที่ระบุในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์

2. ประเด็นอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต แม้โครงการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องจะแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลา แต่ยังคงอยู่ในสภาพที่ต่างคนต่างทำ ไม่ตอบสนองเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนโครงการภายใต้แผนบูรณาการก็ยังขาดการจัดการอย่างเป็นระบบ ผลสัมฤทธิ์ในภาพรวมจึงไม่ชัดเจน ห่างจากการบรรลุเป้าหมาย

คณะอนุกรรมาธิการ ตสร. จึงมีข้อเสนอแนะ ให้มุ่งเน้นขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อทดแทนแรงงาน เน้นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นยิ่งยวดเพื่อป้องกันการขาดแคลน ต่อยอดอุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์ที่ครบวงจร รวมทั้งปรับระบบนิเวศน์อุตสาหกรรมและบริการให้เหมาะสม

3. ประเด็นการท่องเที่ยว พบว่ายังมีข้อจำกัดในด้านการบริหารจัดการข้อมูลการท่องเที่ยว ด้านกฎหมายและความปลอดภัย รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน คณะอนุกรรมาธิการ ตสร. มีข้อเสนอแนะ ให้เร่งดำเนินการแนวทางตามยุทธศาสตร์ชาติ

โดยรักษาความเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของการท่องเที่ยวระดับโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกระดับ โดยเฉพาะในสถานการณ์ COVID-19 ควรเพิ่มจุดเน้นการท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวสุขภาพและท่องเที่ยวเมืองรอง ปรับสภาพพื้นฐานในคุณภาพใหม่ เพื่อรองรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก

4. ประเด็นพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ พบว่าประชาชน เอกชนและภาคประชาสังคมยังขาดความรับรู้และมีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน คณะอนุกรรมาธิการ ตสร.จึงมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มการสร้างความตระหนักรู้และมีบทบาทของสังคม จัดทำฐานข้อมูลพัฒนาเมืองและการเกษตรกรรมชนบทที่เป็นฐานสนับสนุนการพัฒนาเมือง

5. ประเด็นโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ เนื่องจากโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังมีความสำคัญต่อระบบโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวของประเทศ โครงการพัฒนาระบบรางก็ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน คณะอนุกรรมาธิการ ตสร. เห็นควรให้เร่งรัดพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังให้เป็น Smart Port และ Home Port รวมทั้งเดินหน้าโครงการระบบราง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลัง COVID

6. ประเด็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัล ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและต่อเนื่องถึงอนาคต รัฐบาลควรดำเนินการพัฒนาต่อไปตามแผน และให้การสนับสนุนงบประมาณโครงการเน็ตประชารัฐอย่างเพียงพอ

7. ประเด็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน คณะอนุกรรมาธิการ ตสร. เห็นควรเร่งรัดให้มีการทบทวนขอบเขตการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานพลังงานของรัฐ ปรับปรุงแผน PDP ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป พัฒนาศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ และเปิดทางให้ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในระบบโรงไฟฟ้าในพื้นที่

8. ประเด็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คณะอนุกรรมาธิการ ตสร.เห็นควรมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนของ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยพัฒนาอิเล็คทรอนิคแพลตฟอร์ม ดำเนินการในระบบออนไลน์ ขยายโอกาสแก่ SMEs เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

9. ประเด็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ คณะอนุกรรมาธิการ ตสร. อยากเน้นย้ำการระมัดระวังผลกระทบชุมชนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทุกโครงการ สร้างการมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ นอกจากนั้นควรเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคัดกรองโรคแก่ผู้ใช้บริการในเขตเศรษฐกิจพิเศษให้รวดเร็วขึ้น

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในช่วงต่อไป

ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา กระผมจะขออนุญาตอภิปรายเพิ่มเติม ในประเด็นว่า “แล้วเราจะเร่งเครื่องการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กันได้อย่างไร”

ยุทธศาสตร์ชาติ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศภายใน 20 ปี เอาไว้ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาประเทศ 5 ประการ คือ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน”

แบ่งการดำเนินงานไว้เป็น 6 ด้าน เสมือน 6 ขบวนทัพ ที่ขับเคลื่อนออกไปพร้อมกันแบบตีหน้ากระดาน ได้แก่ ด้านความมั่นคง ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

บัดนี้ เวลาของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในห้วงเวลา 5 ปีแรก รวมทั้งแผนปฏิรูปประเทศทุกแผน ได้ผ่านการดำเนินการมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ทุกขบวนทัพต่างถูกทดสอบในสถานการณ์ที่เป็นจริง แบบครบเครื่อง มีทั้งโจทย์ในภาวะปกติและโจทย์ในภาวะวิกฤติ

ในด้านหนึ่ง ทำให้วุฒิสภาของเรา ในฐานะผู้ทำหน้าที่ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด โดยเฉพาะกรรมาธิการ ตสร. และอนุกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภาทั้ง 26 คณะ ได้เรียนรู้สภาพภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศในแต่ละลู่วิ่ง แต่ละเส้นทาง ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ส่วนในอีกด้านหนึ่ง ยังทำให้เราได้เรียนรู้ศักยภาพของหน่วยปฏิบัติและแม่ทัพนายกองของฝ่ายรัฐบาลมากขึ้น ทั้งยังได้รับรู้ศักยภาพของพลังหนุนจากฝ่ายปฏิรูปอื่นๆที่อยู่นอกภาครัฐ และได้สัมผัสแรงต้านและแรงหน่วงที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิรูปอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเหลือเวลาการเดินทางสู่เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ อีก 18 ปี แต่เราก็ไม่ควรจะคิดเช่นนั้นและปล่อยเวลาให้ล่วงเลยโดยหวังไปเร่งทำข้อสอบเอาในช่วงท้ายชั่วโมง สิ่งใดก็ตามที่สามารถเคลื่อนไปจนถึงสถานีปลายทางได้ก่อน ก็ควรพุ่งไปให้สุด ให้ถึงที่หมายเอาไว้ก่อน ไม่ควรชะล่าใจ ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง.

กลยุทธ์กลวิธีด้านการบริหารจัดการ

ในเชิงกลยุทธ์กลวิธีด้านการบริหารจัดการ ผมมีข้อเสนอแนะเบื้องต้นสำหรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ในปีที่ 3 และปีต่อๆไป รวม 5 ประการ ดังนี้

ประการที่ 1. หน่วยปฏิบัติการหัวหอก พุ่งทะยานนำหน้า

ผู้รับผิดชอบหรือผู้เกี่ยวข้องในยุทธศาสตร์แต่ละขบวน ทั้งฝ่ายรัฐบาลและวุฒิสภา ควรเฟ้นหาหน่วยปฏิบัติการที่สามารถใช้เป็นหัวหอกได้ ขณะเดียวกันต้องเล็งหาจังหวะและโอกาส สำหรับการชู้ตให้พุ่งทะยาน เพื่อนำไปข้างหน้าขบวน เปิดทางและเหนี่ยวนำให้แก่ส่วนที่เหลือ ให้เคลื่อนตามไปแบบติดๆ

ในการเลือกหน่วยปฏิบัติการหัวหอก จะแตกต่างไปจากการเลือกประเด็น big rock สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กล่าวคือ ไม่ใช่การเลือกประเด็นสำคัญที่สุด แต่มุ่งเลือกหน่วยปฏิบัติการที่มีความปราดเปรียว มีขวัญกำลังใจ มีสำนึกต่อการเปลี่ยนแปลง และมีผู้นำหน่วยที่ฮึกห้าว รวมทั้งอาจมีปัจจัยประกอบอื่น เช่น มีเส้นทางหรือลู่วิ่งที่เปิดโล่งกว่าเพื่อน ตัวอย่างเช่น

เลือกหน่วยที่ทำงานด้านจัดการปัญหาที่ดินทำกินและแหล่งน้ำการเกษตรขนาดเล็ก อาศัยสถานการณ์โครงการฟื้นฟูชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากยุค COVID-19 เป็นหัวหอกทะลวงออกไป อย่างที่ท่าน ส.ว.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กล่าวเมื่อวานนี้ว่า

ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วได้ปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับคนอยู่กับป่าแล้วทั้งชุด 5 ฉบับ รวมอนุบัญญัติอีกกว่า 10 ฉบับ เจ้าหน้าที่รัฐผ่านการปรับจูนแนวคิดและทัศนคติ มีกลไกคณะกรรมการดำเนินการครบเครื่อง ทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด จึงมีความพร้อมเข้าสู่ปฏิบัติการ ซึ่งถ้าหากหน่วยนี้ทำได้ดี ก็จะสามารถเหนี่ยวนำการขับเคลื่อนแผนแม่บทต่างๆได้ไม่ต่ำกว่า 8 แผนให้วิ่งตามกันไป

ได้แก่ ความมั่นคง การเกษตร พลังทางสังคม เศรษฐกิจฐานราก การเติบโตอย่างยั่งยืน การจัดการน้ำทั้งระบบ การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำไปด้วย.เลือกใช้หน่วยที่ทำงานในด้าน Regulatory Guillotine และการปฏิรูปกฎหมายเป็นหัวหอก

อย่างที่ท่าน ส.ว.กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์และ ส.ว.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ได้กล่าวไว้เมื่อวาน

หากหน่วยปฏิบัติการด้านนี้ทำได้ดี ผมเชื่อว่าจะทำให้ดัชนีความโปร่งใสของประเทศ หรือค่า CPI ของประเทศไทยดีขึ้นได้อย่างมหัศจรรย์ (ท่านที่สนใจ ขอให้ศึกษาจากกรณีประเทศรวันดาและจอร์เจีย ซึ่งแต่ก่อนเคยมีคะแนน CPI ต่ำกว่าประเทศไทย บัดนี้เขาสอบผ่านเกณฑ์ 50.0 คะแนนกันหมดแล้ว)

นอกจากนั้น การจัดการปฏิรูปกฎหมายอย่างมีประสิทธิผล จะช่วยทำแผนแม่บทอื่นสามารถเคลื่อนไปได้เร็วขึ้นด้วย เช่น อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต การท่องเที่ยว พื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ ผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

เลือกใช้หน่วยปฏิบัติที่ทำงานในด้านเทคโนโลยีข้อมูลสารสนเทศ Big Data และระบบรัฐบาลดิจิทัลเป็นหัวหอก เพราะสังเกตุว่า ทุกแผน ทุกกรรมาธิการ ทุกยุทธศาสตร์ ต่างมีเป้าหมายและความใฝ่ฝันนี้ร่วมกัน หากรัฐบาลลงทุนลงแรง ในเรื่องนี้ ก็จะหนุนเสริมยุทธศาสตร์ทุกด้าน และแผนแม่บทเกือบทุกแผนและอื่นๆ

ประการที่ 2. ชีพจรบ้านเมือง ในจังหวะสถานการณ์โลก

จากเกียรติภูมิของประเทศในกรณีศึกษาสถานการณ์ระบาดใหญ่ทั่วโลกของCOVID-19 จะพบว่า เรื่องนี้มิได้เกิดจากความทะเยอทะยานที่จะแข่งขันกับใคร หรืออยากจะเป็นผู้นำเหนือใคร แต่มันเป็นผลพวงจากการต่อสู้ดิ้นรนในการแก้ปัญหาของประชาชนและพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศของเราด้วยวิถีของตนเอง

อันนี้จึงเข้าลักษณะที่เรียกว่า เป็นความสามารถแข่งขันในเชิงสัมบูรณ์ (absolute competitiveness) นับเป็นเรื่องน่าสนใจประการหนึ่ง

ต่อเมื่อสถานการณ์โลกและจังหวะชีพจรของบ้านเมือง มาประจวบกันพอดีในกรณีของCOVID-19 ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่โดดเด่นในสายตาขององค์กรนานาชาติและประเทศต่างๆทั่วโลก พร้อมทั้งเปิดทางให้เกิดการขยายมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านต่างๆตามมาอีกมากมาย

โดยส่วนตัว กระผมมีความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์โลกด้านต่างๆภายภาคหน้า ประเทศไทยยังจะมีโอกาสเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีก ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า หากถึงเวลานั้นจริง เราจะมียุทธศาสตร์ขบวนไหน มีดีอะไรที่จะสามารถคว้ามันเอาไว้ในมือได้อีกครั้ง

ประการที่ 3. ตัวเปลี่ยนเกม Gamechangers

เมื่อวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคที่มีต่อการแก้ปัญหาของประชาชน รวมถึงการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศในทุกแผน สิ่งที่หลายฝ่ายต่างเห็นตรงกันก็คือ ระบบราชการและอำนาจแบบแข็ง (Hard Power) มีแนวโน้มที่จะหมดประสิทธิภาพลงไปทุกที ในขณะที่รัฐบาลยังคงติดอยู่กับพึ่งพาระบบและกลไกราชการเป็นหลัก เชื่อมั่นและให้โอกาสแก่ภาคส่วนอื่นน้อยเกินไป

ดังนั้น ถ้าหากจะพลิกสถานการณ์ให้ได้ สร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงวิวัฒน์ให้สำเร็จ เราจำเป็นต้องขบคิดกันให้มากในเรื่อง Tactic การเล่น หรือ ยุทธวิธี ที่เรียกว่า “ตัวเปลี่ยนเกมส์” หรือ Game Changers

เพราะถ้าขืนเรายังคงฝากความหวังไว้กับหน่วยงานราชการเหมือนอย่างที่เป็นมาโดยตลอด หางบประมาณหรือกู้เงินมาได้เท่าไรก็ทุ่มลงไปที่ตัวเล่นเดิม เกมก็คงจะดำเนินไปเรื่อยๆจนนกหวีดเป่าหมดเวลา เพราะไหนเลยหน่วยงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่ จะใช้อำนาจนั้นมาเปลี่ยนแปลงสถานะอันสุขสบาย (Comfort Zone) ของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่า ในสถานการณ์ที่เป็นจริง เรายังมีหน่วยงานรัฐอยู่อีกประเภทหนึ่ง ที่ทำงานโดยใช้อำนาจแบบอ่อนมากกว่าระบบราชการ (Soft Power) หน่วยงานเหล่านี้ทำหน้าที่ประสานงาน บูรณาการกับสังคมและองค์กรภาคีได้คล่องแคล่วกว่าส่วนราชการ ผมกำลังพูดถึงหน่วยงานองค์การมหาชนครับ.ขณะนี้มีองค์การมหาชนที่อยู่ในกำกับของ 13 กระทรวง รวม 38 หน่วยงาน และมีองค์การมหาชนที่มี พ.ร.บ. เฉพาะอีก 18 แห่ง ซึ่งครอบคลุมอยู่ครบทุกยุทธศาสตร์ จึงเป็นตัวเลือกที่มากพอ

อันที่จริงองค์การมหาชนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูประบบราชการในยุคปี 2545 เนื่องด้วยในขณะนั้น ประเทศได้เผชิญกับสถานการณ์ข้อจำกัดของหน่วยงานแบบราชการในการแก้ปัญหาของประชาชน เพราะเมื่อมาถึงจุดหนึ่ง หน่วยราชการเริ่ม “ใหญ่เกินกว่าจะแก้ปัญหาเล็กๆของชาวบ้าน” และ “เล็กเกินกว่าที่จะแก้ปัญหาใหญ่ๆของสังคม” องค์การมหาชนจึงเป็นนวัตกรรมในเชิงองค์กรการจัดการปัญหาที่ผุดบังเกิดขึ้นในยุคนั้นและมีพัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ตลอดเวลาเกือบ 20 ปี มีองค์การมหาชนหลายองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่น สามารถเป็นตัวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมและประเทศชาติได้ในหลายวงการ.แต่ก็น่าเสียดายที่ส่วนราชการบางหน่วย ยังคงมีอคติต่อการก่อเกิดและดำรงอยู่ขององค์กรมหาชนว่าจะมาเป็นคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การมหาชนที่อยู่ใกล้ตัว

จนทำให้เสียโอกาสที่จะนำจุดแข็งมาเติมเต็มและสานพลังซึ่งกันและกัน.แต่คนที่เสียโอกาสมากกว่าและไม่เคยมีสุ้มเสียงเลย คือ ประชาชน สังคม และเทศชาติโดยส่วนรวม.ในประเด็นนี้ ผมจึงมีความเห็นว่า บัดนี้ได้เวลาเปลี่ยนเกม และถึงเวลาที่จะเลือกใช้บทบาทขององค์การมหาชน มาร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง

ประการที่ 4. เงินนอกงบประมาณ

ระบบงบประมาณแผ่นดินเป็นขุมพลังงานสำคัญที่สุด เป็นเสมือนน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ แต่กระบวนการและปฏิทินการจัดทำงบประมาณอย่างที่เป็นอยู่ มักมีข้อจำกัดอย่างมาก

ซึ่งก็ควรได้รับการปฏิรูปหรือยกเครื่องกันอย่างจริงจัง แต่ก็ยังมองไม่ค่อยเห็นอนาคตว่า จะทำได้หรือไม่ และใครจะเป็นผู้ริเริ่มลงมือ

อย่างไรก็ตาม กิจกรรม โครงการในขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปในอีกหลายๆส่วนเป็นงานในเชิงกระบวนการ ต้องการการเชื่อมประสาน สร้างความเข้าใจและการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ซึ่งบางครั้งต้องการเพียงงบประมาณในเชิงกระบวนการในจำนวนที่ไม่มากนัก เช่น กระบวนการปฏิรูปวิธีคิด วิธีทำงาน หรือวิถีวัฒนธรรมขององค์กรและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง หรือการปฏิรูปโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมในวงการเหล่านั้นเสียใหม่ สิ่งเหล่านี้ต้องการระบบสนับสนุนที่มีความยืดหยุ่นตัวสักหน่อย

ในลักษณะเช่นนี้ เงินสนับสนุนจากระบบกองทุนที่มีอยู่ในองค์การมหาชนหลายองค์กร น่าจะอยู่ในวิสัยที่ช่วยได้.ขอเพียงรัฐบาลมอบนโยบายและให้บทบาทหน้าที่แก่พวกเขาอย่างชัดเจนเท่านั้น เพราะองค์กรมหาชนเหล่านี้ล้วนอยู่ในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายทั้งสิ้น นอกจากนั้นในกฎหมายการจัดตั้งองค์กรยังระบุไว้ด้วยว่า ให้มีหน้าที่ดำเนินการในเรื่องอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย (จากรัฐบาล) อีกด้วย

กองทุนเหล่านี้ ได้แก่ สสส. สกสว. กสทช. สปสช. กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนพัฒนากีฬา รวมทั้งเงินนอกงบประมาณที่อยู่ในกำกับของกระทรวงต่างๆ เช่น เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน กองทุนเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน กองทุนเพื่อสังคมหลายกองที่อยู่ในกระทรวง พม. กองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ

ผมจึงคิดว่า ถึงเวลาที่จะต้องนำทรัพยากรของชาติ จากทุกส่วน มาใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศกันอย่างจริงจังแต่ควรตระหนักและมีสำนึกในใช้เงินหล่อลื่นเหล่านี้อย่างมียุทธศาสตร์ ไม่เอาไปใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงแบบงบประมาณราชการ ไม่เอาไปทำงานในเชิงฟังชั่น งานรูทีน หรืองานในวิถีเก่า เพราะจะไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ประการที่ 5. ของเก่าเก็บ บางอย่างก็มีดี

ในยุครัฐบาลที่แล้ว มีของดีบางอย่างที่ถูกทิ้งไป นั่นคือกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะต่างๆ (กขป.) ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งและมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านดูแล เป็นตัวแบบของหน่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ดี.เพราะยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เป็นเรื่องบูรณาการข้ามกระทรวง ข้ามหน่วยงาน การฝากแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศเอาไว้ตามกระทรวงแบบแยกส่วน เป็นการตกหลุมพราง (Pit Fall)

ผมคิดว่า รัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรี อาจจำเป็นทบทวนว่า ควรจะมี กขป. episode 2 หรือไม่

– คำอภิปรายของนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ประธานอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติด้านความสามารถในการแข่งขันการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 14 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันที่ 14 กรกฎาคม 2563