ท้องถิ่น-ท้องที่วิถีใหม่ (16) “ข่าวปลอม คนปลอม กระแสปลอม”

ถึง เครือข่ายผู้นำองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคมและเครือข่ายท้องถิ่น-ท้องที่วิถีใหม่ ทุกจังหวัด.

ท้องถิ่น-ท้องที่วิถีใหม่ (16) “ข่าวปลอม คนปลอม กระแสปลอม”

เมื่อโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์กันเสียใหญ่โต ผ่านเครือข่ายสื่อโซเชียลและสำนักข่าวแนวร่วมขาประจำ นัยว่า 7 สิงหาคม 2564  กระแสมวลชนอันไพศาลจะลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งกว่านั้นยังลามปามจะล้มเจ้าเปลี่ยนและระบอบการปกครองกันอีกด้วย ทำให้ต้องติดตามเหตุการณ์กันอย่างเกาะติด. 

เอาเข้าจริง แม้กลุ่มม็อบพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะยั่วยุให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าปราบปราม เพื่อเป็นเงื่อนไขในการลุกฮือของสังคม จากวันที่ 7 10 11 และ 13 สิงหาคม อย่างเก่งทำได้แค่ก่อกวนความสงบสุข เผานั่นเผานี่ จนชาวบ้านร้านถิ่นและคนทั่วไปในสังคมรวมทั้งคนต่างจังหวัดต่างเอือมระอา ให้ค่าเพียงแค่ “กลุ่มอันธพาลวายร้าย” ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติเท่านั้น.

น่าสนใจว่า อะไรทำให้พวกเขาประเมินกระแสสังคมว่ามีความเกลียดชังรัฐบาลและสถาบันจนถึงขั้นสุกงอมเป็นกระแสปฏิวัติของมวลชน พร้อมลุกฮือปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแล้ว เหมือนที่ชาวฝรั่งเศสทลายคุกบัสตีย์ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789  จึงได้ตัดสินใจกระทำสุ่มเสี่ยงอย่างสุดประมาณแบบนั้น.  

โดยส่วนตัว ผมคิดว่าน่าจะเกิดจาก“ข่าวปลอม คนปลอม กระแสปลอม” (ทวิต-ก็อป-แชร์-แฮชแท็ก) ที่มุ่งทำลายคนอื่น ได้วกกลับมาหลอกตัวเองจนหลงเชื่อ. 

ทำให้นึกถึงคำว่าพีซีอาร์(RT-PCR)ในการรายงานข่าวโควิดของคุณหมอ อันนั้นเป็นเทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอเรส(Polymerase Chain Reaction) ช่วยเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม(ดีเอ็นเอ)ให้มีปริมาณมากขึ้นเป็นล้านเท่าภายในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยอาศัยหลักการจำลองตัว(ก็อปปี้)ของสายดีเอ็นเอ(ตัวจริง) เลียนแบบกระบวนการสังเคราะห์ในสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ  ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจการติดเชื้อโควิดได้แม้มีเชื้อโรคปนออกมาเพียงจำนวนน้อยนิด นั่นเป็นงานเชิงสร้างสรรค์ที่ก่อเกิดประโยชน์สุขแก่มนุษยชาติ.

ถ้าย้อนกลับไปดูเหตุการณ์และพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ตั้งแต่ปี 2562  พวกเขาใช้ข่าวปลอม สื่อโซเชียลและเทคโนโลยี ปั่นกระแสความเท็จ มุ่งปั้นแต่งอารมณ์ให้สังคมและเด็กรุ่นใหม่ที่อ่อนประสบการณ์ชีวิต มองผู้นำและนักการเมืองรุ่นเก่าว่าคร่ำครึน่าเบื่อหน่ายจนเกิดกระแสนิยม”ลองของใหม่” นำพานักการเมืองหน้าใหม่เข้ายึดพื้นที่ในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ. 

ปี 2563  เมื่อข่าวปลอมและคำพูดให้เกลียดชังแตกแยก ถูกปั่นกระแสโดย“คนปลอม” (หุ่นยนต์ เอไอ และพวกอวตาร์)  เยาวชนเรือนล้านที่เข้าถึงและเสพข้อมูลแบบทางเดียว มีผู้เสพติดข่าวปลอมเป็นเรือนแสน ที่คุ้มคลั่งจนออกอาละวาดทางการเมืองก็นับเป็นเรือนหมื่น เหตุการณ์บ้านเมืองจึงปั่นป่วนวุ่นวายอยู่ตลอดทั้งปี.

ปี 2564 ได้ยกระดับ เดินเกมปฏิวัติเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองแบบสุดขั้ว ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม คุกคามสถาบันอย่างหยาบคาย โจ่งแจ้ง ไม่ยี่หระต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่สนใจมาตรการควบคุมโรคระบาด มีพรรคการเมืองหนุนหลังชัดเจน เข้าข่ายก่อกบฏล้มล้าง เปิดแนวรุกทั้งในและนอกรัฐสภาประสานกัน แต่ทว่ายิ่งทำฐานมวลชนกลับยิ่งหดแคบ.

ภายหลังจากที่สังคมตกอยู่ในสภาพงุนงงต่อสถานการณ์อยู่เกือบ 2 ปี  ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเองก็ทำได้แค่การตั้งรับอย่างป้อแป้  ในที่สุดเมื่อกลุ่มพลังทางสังคมเริ่มตั้งหลักได้ รู้เท่าทันการทำงานของระบบ “ข่าวปลอม คนปลอม กระแสปลอม” จึงเริ่มจัดตั้งตนเองขึ้นมาเป็นกลุ่ม-เครือข่าย สื่อสารและตีโต้ข่าวปลอมแบบหมัดต่อหมัด รวบรวมหลักฐานแจ้งความดำเนินคดี ช่วยให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองสามารถบังคับใช้กฎหมายด้วยความมั่นใจมากขึ้น.

ประเด็นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประจำสัปดาห์

1.ท่านคิดว่าแนวโน้มการเมืองไทยในกระแสข่าวปลอม จะเป็นเช่นไรในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า 

2.เครือข่ายชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม ควรมีบทบาทต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไร

นายแพทย์พลเดช  ปิ่นประทีป

สมาชิกวุฒิสภา / 14 สิงหาคม 2564.