บนเส้นทางประชาสังคม ตอนที่ 9 โดย หมอพลเดช
“ตราษ” “ตราด” และ “กราด” เป็นชื่อเรียก 3 แบบในเอกสารประวัติศาสตร์ของจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกแห่งนี้
ตราประจำจังหวัดเป็นรูปเรือใบแล่นในทะเลกับโป๊ะของชาวประมง เบื้องหลังเป็นเกาะช้าง การที่มีพื้นที่ติดกับทะเล ราษฎรจึงยึดถือการประมงเป็นอาชีพหลักมาแต่โบราณ ดังคำขวัญ “เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา”
มีประชากร 227,000 คน แบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 38 ตำบล 261 หมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 44 แห่ง องค์กรชุมชน 672 องค์กร กรณีศึกษาชุมชนเข้มแข็ง 47 แห่ง ผู้นำชุมชน 633 คน กลุ่มจิตอาสาประชารัฐ 13 เครือข่าย สำรวจพบผู้ยากลำบากที่ถูกทอดทิ้ง 1,123 คน

เส้นทางประชาคมตราด
ภาคประชาสังคมของจังหวัดตราด เริ่มเกิดขึ้นมาจากสายงานกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่มีพระอาจารย์สุบินเป็นต้นธาร กับสายงานด้านสาธารณสุขและงานพัฒนาสังคมของกลุ่มลูกศิษย์ลูกหาของท่านเป็นผู้ขับเคลื่อน ต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี อาทิ ผ่องศรี อินทสุวรรณ วีระ จงไพศาล รัญจวน เนตรสุวรรณ ปัญญา กุมภะ จุรีรัตน์ หวลถนอม ศิริวรรณ บุตรราช สมโภช วาสุกรี โกมล ผิวสะอาด และอัญญ์จันทท์ เพ็ชรรัตน์
อาคม ภูติภัทร์ ผู้ประสานงานคนสำคัญ บอกเล่าเรื่องราวงานพัฒนาสังคมผ่านเส้นทางชีวิต มีต้นตระกูลเป็นคนจีนอพยพ พ่อแม่ต่างมาจากเมืองซัวเถา พบกันที่เมืองตราด ทำอาชีพขายเต้าหู้ รับซื้อของเก่า ในยุคเขมรมีสงครามรบพุ่งกัน ลูกปืนเก่า เศษเหล็ก ทองแดงก็ขายได้หมด มีระบบฮั่งเซ้งหรืออินวอยซ์เป็นตัวกำหนดราคาซื้อขาย รับซื้อของป่า งูเหลือมงูหลามก็มี ส่งขายที่กรุงเทพฯ
โชคร้าย แม่อายุสั้น เสียชีวิตจากมะเร็งกระเพาะอาหาร ไปโรงเรียนสายบ่อย ถูกครูตี ไล่ให้ไปขายของ ตอนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 กำลังเรียนอยู่โรงเรียนเทศบาลประถมปลาย จบโรงเรียนประจำจังหวัด ไปสมัครเป็นทหารเรือแต่ไม่ได้เพราะเตี่ยเป็นคนจีน เบนเข็มไปเรียนช่างก่อสร้างที่วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของวิทยาลัย เสาร์-อาทิตย์กลับบ้านขายเต้าหู้ เป็นประธานหอพักจึงมีเพื่อนเยอะ สุดท้ายจบการศึกษาที่เทคนิคไทยเยอรมัน ขอนแก่น
ขณะที่ครอบครัวเริ่มมีฐานะแล้ว เตี่ยป่วยเป็นมะเร็งปอด ถามพระครูที่วัดว่ามีธรรมะบทไหนบ้างที่จะช่วยเตี่ยได้ กระทั่งมาพบทางสว่างจากพระอาจารย์สุบินซึ่งกลับจากธุดงค์ ท่านสอนให้ดูแลอรหันต์ที่บ้าน ระหว่างเตี่ยกับเงินจะเอาอะไร ทำให้ตนต้องเสียสละมาดูแลจนเตี่ยอยู่มาได้อีกนาน
สัจจะสะสมทรัพย์
พระอาจารย์สุบิน ปณีโต ท่านเป็นคนตำบลห้วยแร้ง ตอนเด็กตกควายจนหลังพิการ จับใบดำเสี่ยงทายการบวชตลอดชีวิต ท่านอยู่ในสายหลวงพ่อพุทธทาส ชอบเดินธุดงค์ไปทั่วประเทศ เริ่มสอนการตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ในปี 2533 ตระเวนไปสอนญาติโยมตามวัดต่างๆ หลังจากเทศน์ให้ศีลให้พรแล้ว มักเล่านิทานธรรมะเรื่องเสือ 1 ตัวกับวัว 100 ตัว และเรื่องความสามัคคีของนิ้วมือทั้ง 5 เน้นความรักสามัคคีและการจัดตั้งกลุ่มสัจจะ
30 ปีผ่านไป กลุ่มสัจจะฯของจังหวัดตราด มีสมาชิกรวม 62,000 คน จาก 163 หมู่บ้าน เงินออมประมาณ 4,000 ล้านบาทเศษ มีเงินให้สมาชิกกู้ยืม ซื้อที่ดินทำตลาดชุมชน ทำวิสาหกิจชุมชน พระอาจารย์แสดงบทเป็นเพียงผู้ชี้ทางสว่าง ส่วนญาติโยมไปคิดอ่านทำกันเอง และท่านเคร่งครัดมาก ไม่รับถวายเงินปัจจัยใดๆ
เวทีแผน 9 สู่การจัดการตนเอง
พระอาจารย์สุบินได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ กนส.ในยุครัฐบาลชวน(2) อาคมเป็นลูกศิษย์คอยติดตาม ขับรถพาตระเวนไปทั่วประเทศ ได้เข้าร่วมในกระบวนการจัดทำแผน 9 และโครงการ SIF ในปี 2542 ต่อมาได้เข้าร่วมงานกับ พอช.(สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) และ สช.(สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ)
ศุภชัย สถาการ พลเมืองอาวุโส เกษียณจาก ธกส. กลับมาช่วยกันบุกเบิกงานเศรษฐกิจชุมชนฐานราก เช่นเดียวกับ สมบูรณ์ พัฒนาดิลก เกษียณจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันการเงินฐานราก สำนักงานใหญ่ธนาคารออมสิน กลับมาช่วยกันก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม“กู๊ดซอยล์” อบรมเรื่องการฟื้นฟูดินโดยใช้สารโซคอนและจุลินทรีย์เป็นเครื่องมือหลัก
นอกจากนั้น พวกเขายังมีโครงการโมเดลแก้หนี้นอกระบบสำหรับกลุ่มเป้าหมายพ่อค้าในตลาดสดเทศบาลเมืองตราด ภายใต้หลักทฤษฎี“21 theory” สร้างวินัยการเงินชุมชน โดยเชื่อในทฤษฎีที่ว่า “การทำดีทุกๆวันติดต่อกันจนเมื่อถึงวันที่ 21 จะเกิดโปรแกรมในสมองว่า ถ้าวันไหนไม่ทำความดี จะรู้สึกขาดอะไรไป”
กลุ่มสมาชิกจัดการหนี้นอกระบบ มีอาชีพมีรายได้จากการค้าขายทุกวัน แต่ไม่มีปัญญาส่งเงินเป็นก้อนแบบเดือนละครั้ง เพราะมากเกินกำลัง แต่ถ้าแบ่งส่งเงินเป็นช่วงแต่ละวัน วันละน้อยๆสามารถทำได้ จึงแบ่งกลุ่มดูแลกัน มีผู้นำกลุ่มช่วย บังคับส่งบังคับออมอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตุว่า เงินทุนตั้งต้นที่พวกเขาใช้ในโครงการนี้ ได้มาจากการระดม “เงินบุญ”จากวงแชร์ตามแบบฉบับภูมิปัญญาพ่อค้าคนจีน โดยนำมาผสมผสานกับภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่นในแบบสัจจะสะสมทรัพย์ของชาวบ้าน ได้อย่างลงตัว.
……………
” คนเราหนีไม่พ้นความตาย แต่ความหมายการตายนั้น ไม่เหมือนกัน … บ้างมีค่าหนักกว่าขุนเขา บ้างไร้ค่าเบากว่าขนนก.” ซือหม่าเชียน.
