ตอนที่ (9) พระราชวังโปตาลา

เรื่องเล่าจากหลังคาโลก โดย หมอพลเดช

คณะของเราทึ่มาทิเบตในคราวนี้ มีโอกาสได้เที่ยวชมสถานที่อันเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของกรุงลาซา อย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ 1) พระราชวังโปตาลา  2) วัดโจคัง 3) พระราชวังโนร์บุลิงกา

พระราชวังโปตาลา

พระราชวังโปตาลา ตั้งอยู่บนยอดเขาแดง มีความสูงประมาณ 300 เมตร  พระราชวังแห่งนี้มีประวัติยาวนาน กว่า 1,300 ปี แต่ยังคงความสวยงามและอลังการมาก อาคารหลักสูง 117 เมตร มี 13 ชั้น 1,267 ห้อง นับว่าเป็นศิลปะสุดยอดฝีมือที่สวยงามที่สุดของทิเบต

พระราชวังโปตาลา สร้างขึ้นมาในคริสต์ศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์ซงเซนกัมโป กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรถู่ปัวของทิเบต ผู้ทรงรวบรวมชาวทิเบตให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้สำเร็จ ช่วงแรกเริ่มก็เพียงแต่จะสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นป้อมและตำหนักเล็กๆ แก่พระมเหสีของพระองค์ คือเจ้าหญิงเหวินฉวนจากราชวงศ์ถังและเจ้าหญิงจากประเทศ Nepal เท่านั้น 

แต่ต่อมา ทรงได้ใช้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นสถานที่ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะภายหลังจากที่พระองค์ได้เปลี่ยนความเชื่อถือศรัทธาจากลัทธิบอน อันเป็นความเชื่อเก่าแก่ตั้งแต่โบราณกาลของชาวทิเบต เมื่อเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ ท่านได้ทำให้พระพุทธศาสนาเริ่มวางหลักปักฐานในทิเบตและมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาตามลำดับ

ราวปี ค.ศ. 762 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่เนื่องมาจากฟ้าผ่า ต่อมาอีกไม่ถึง 100 ปี กษัตริย์ทิเบตที่ไม่ทรงเลื่อมใสในศาสนาพุทธได้ทำลายล้างพุทธศาสนาเป็นการใหญ่ ท่ามกลางความไม่สงบจากสงครามและการก่อกบฏ พระราชวังโปตาลาประสบความเสียหายอย่างหนัก มีเพียงพระโพธิสัตว์กวนอิมและคูหาวิปัสสนาของอดีตกษัตริย์ซงแซนกำโปเพียงสองส่วนเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่นอกนั้นเป็นสิ่งก่อสร้างที่ตกแต่งเพิ่มเติมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสร้างในศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา

ทำเนียบบริหารราชการ

เมื่ออาณาจักรถู่ปัวล่มสลาย ในปี ค.ศ. 1645  องค์ทะไลลามะ องค์ที่ 5 ทรงสร้างพระราชวังโปตาลาขึ้นใหม่ เพื่อรวบรวมอำนาจการปกครองท้องถิ่น โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการเมืองและศาสนา จากนั้นพระราชวังจึงได้รับการขยายขนาดอย่างต่อเนื่อง จนมีขนาดเท่าปัจจุบัน

รูปทรงของป้อมเดิมและพระตำหนักดังกล่าว ทั้งสองหลัง ยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างที่ตกแต่งเพิ่มเติมใหม่ มีการต่อเติมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่บูรณะซ่อมแซมเพิ่มเติมในช่วงหลังมานั้น ส่วนใหญ่ทำในสมัยทะไลลามะองค์ที่ 5 คือประมาณปี 1645 -1693 เพื่อให้เป็นพระราชวังฤดูหนาว

พระราชวังโปตาลาแห่งนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน คือส่วนของพระราชวังสีขาว สีแดง และสีเหลือง สำหรับพระราชวังสีขาวนั้นเป็นส่วนของสังฆาวาส สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ โรงเรียนและโรงพิมพ์ รวมทั้งเป็นที่ประทับขององค์ทะไลลามะ มาทุกยุคทุกสมัย

ส่วนที่เป็นสีแดง จะเป็นส่วนของพุทธาวาส สำหรับปฏิบัติกิจของสงฆ์ ประกอบไปด้วย สถูปทองซึ่งภายในบรรจุศพขององค์ทะไลลามะทั้ง 8 องค์เอาไว้ และส่วนที่เป็นสีเหลือง ที่ถูกเชื่อมโยงอาคาร เป็นที่ประชุมสงฆ์ พระวิหาร โบสถ์ และห้องสมุดที่ใช้เก็บพระไตรปิฎก

มรดกโลกทางวัฒนธรรม

พระราชวังโปตาลาเคยเป็นที่ประทับของมหาราชาและอัครเทวีในอดีต แต่พอมาในสมัยขององค์ทะไลลามะองค์ที่ 5 เป็นต้นมา ก็เปลี่ยนเป็นที่ประทับของพระสงฆ์ระดับสูง กลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนาควบกับการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน ปัจจุบันแม้องค์ทะไลลามะจะมิได้ประทับอยู่ที่วังแห่งนี้แล้ว ก็ยังคงมีพระพำนักอยู่เป็นจำนวนมาก

ปี ค.ศ. 1994 องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระราชวังโปตาลาเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศทั่วโลกพากันหลั่งไหลเยือนกรุงลาซา โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่วังโปตาลา ศูนย์รวมของพุทธศาสนาแบบทิเบตและยังคงเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมทั้งประวัติศาสตร์และสิ่งล้ำค่าอันเป็นมรดกของชาวทิเบตไว้ได้อย่างน่าทึ่ง

สถูปเจดีย์ที่บรรจุอัฐิธาตุขององค์ทะไลลามะ องค์ที่ 5 ผู้รวมชาติทิเบต เป็นเจดีย์องค์ที่ใหญ่ที่สุดในลาซา

30 ต.ค. 2568