คู่มือมนุษย์ (ฉบับย่อ) โดยพุทธทาสภิกขุ ย่อความโดย ภิกขุ ฉ. ชุติวณฺโณ เป็นหนังสือที่รวบรวมหัวใจหลักของพุทธศาสนา เพื่อการแก้ทุกข์และการพ้นทุกข์ในชีวิตประจำวัน
โดยเน้นการเข้าใจความจริงของธรรมชาติ (ไตรลักษณ์) การไม่ยึดถือ (อุปาทาน) ผ่านแนวทางไตรสิกขา สู่การบรรลุนิพพานทางลัด อ่านง่าย เหมาะพกพา

ความคิดต่อปณิธาน ๓ ประการ ของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ฝากไว้
๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔
วิกฤตโควิด–19 น่าจะเป็นโอกาสที่นำมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม มีลำดับความคิดดังนี้:
๑. วิกฤตโควิด–19 คือ ธรรมชาติที่มาเตือนอย่างแรง ว่าโลกต้องเปลี่ยนใหญ่
๒. โลกเดิมที่ดำเนินมาประมาณ ๕๐๐ ปี ตั้งแต่ยุโรปค้นพบวิทยาศาสตร์ ได้นำมาสู่ความเจริญสมัยใหม่ แต่ก็เป็นความจริงที่นำโลกมาสู่การเสียสมดุลอย่างรุนแรงทุกมิติ ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และในตัวมนุษย์เอง อะไรที่เสียสมดุลย่อมวุ่นวาย ปั่นป่วน รุนแรง ไร้สันติภาวะ หรือสันติภาพ
๓. โลกใหม่หลังโควิดจึงควรเป็นโลกที่สมดุล ซึ่งเมื่อสมดุลก็จะสงบสุข หรือมีสันติภาวะ หรือสันติภาพ ฉะนั้นโลกหลังโควิด–19 จึงควรเป็นโลกของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม
๔. ศาสนาน่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลได้ดีที่สุด ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจและการเมืองยังติดอยู่ในโครงสร้างวิธีคิดเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ ทุกศาสนาล้วนแต่สอนเรื่องการอยู่ร่วมกัน ไม่มีศาสนาใดเลยที่สอนว่า “เธอจงไปแข่งขันกันอย่างเสรี” ที่ผ่านมาโลกขับเคลื่อนด้วยอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ
๕. หัวใจของทุกศาสนา คือ การอยู่ร่วมกัน (Living Together) เราอาจตีความปณิธานข้อที่ ๑ ของท่านอาจารย์พุทธทาสว่า “ขอให้ศาสนิกของแต่ละศาสนาเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน” ว่าคือข้อนี้
๖. ปณิธานข้อที่ ๒ ขอให้มีความร่วมมือระหว่างศาสนา ปณิธานข้อที่ ๓ ขอให้มนุษย์ถอนตัวออกจากวัตถุนิยม วัตถุนิยมและบริโภคนิยมคือหัวใจของอารยธรรมตะวันตกที่ล่มสลายด้วยโควิด การถอนตัวจากวัตถุนิยมไปสู่ “ธรรมนิยม” ก็คือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล โดยลดละ “ตัวกู–ของกู”
๗. ถ้าหอจดหมายเหตุพุทธทาสจะริเริ่มจัดประชุม “ความร่วมมือระหว่างศาสนาเพื่อสันติภาพโลกหลังโควิด–19” โดยเชิญ ฮินดู–พุทธ–คริสต์–อิสลาม–ซิกข์ เป็นการเริ่มแรก จะดีไหม?
๘. เรื่องนี้จะสอดคล้องกับพระราชดำรัสของในหลวง ร.๙ ที่ว่า “ประเทศไทยเหมาะแก่การที่นานาประเทศจะมาคุยกันเรื่องสันติภาพ”
๙. โดยประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ศาสนาต่างๆ ที่เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรงที่อื่น เมื่อมาอยู่ในประเทศไทยกลับอยู่เคียงข้างกันด้วยความสงบ ประเทศไทยจึงมี “ทุน” เรื่องสันติภาพในทางศาสนา
๑๐. ฉะนั้น ถ้าเสนอว่า ความร่วมมือระหว่างศาสนาคือพลังในการสร้างโลกสันติภาพหลังโควิด–19 น่าจะโดนใจศาสนิกของศาสนาต่างๆ
๑๑. ที่ผ่านมาเรามองเรื่องสันติภาพ (รวมทั้งการให้รางวัลโนเบลสันติภาพ) ตื้นเกินไป แค่มองว่า “ไม่ตีกันหรือหยุดรบกัน” เมื่อมองตื้นจึงไม่ได้ผล ผลคือโลกไร้สันติภาพจนเกิดวิกฤต สันติภาพต้องเกิดจากการเปลี่ยนจิตสำนึกและเปลี่ยนวิถีชีวิต จากการเอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้ง เช่น การค้าเสรี หรือความมั่งคั่ง มาเป็นการเอา “การอยู่ร่วมกัน” (Living Together) เป็นตัวตั้ง ซึ่งทุกศาสนาล้วนสอนเรื่องนี้และการลดตัวตน
๑๒. Unit ของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล คือ “ชุมชน” ชุมชนที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้ง ๘ มิติ (เศรษฐกิจ, จิตใจ, สังคม, สิ่งแวดล้อม, วัฒนธรรม, สุขภาพ, การศึกษา, ประชาธิปไตย) เชื่อมโยงอยู่ด้วยกัน ชุมชนขนาดเล็กควรเป็น Building block ของสังคมที่ใหญ่ขึ้นไป จนถึงชุมชนโลก
๑๓. เวทีความร่วมมือระหว่างศาสนาเพื่อสันติภาพ อาจจัดในพื้นที่ต่างๆ และให้ศาสนาอื่นเข้าร่วมมากขึ้น อาจเป็นทางแก้ปัญหาความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ด้วย เพราะคนมุสลิมย่อมภูมิใจที่ศาสนาอิสลามมีบทบาทร่วมกับศาสนาต่างๆ ในการสร้างสันติภาพโลก โลกอิสลามมีประชากรกว่า ๑,๕๐๐ ล้านคน เป็นพลังเพื่อสันติภาพที่สำคัญ (นึกถึง ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ที่เป็นทั้งมุสลิมและนักวิชาการสันติภาพ)
๑๔. Forum of Inter-Religion for Peace อาจมีคำประกาศ (Declaration) เรียกว่า “Bangkok Declaration” หรือ “Chaiya Declaration” ประดุจการ “หงายของที่คว่ำ” (อุตตานีกะโรติ) เพื่อเป็นข้อความแห่งสันติภาพ (Peace Message) และให้ความหวังแก่ชาวโลก
๑๕. จึงเขียนมาปรึกษาบัญชาและคณะ รวมทั้งท่านสันติกโรด้วยว่าเห็นอย่างไร ชื่อท่าน “สันติกโร” ก็เข้ากับเรื่องสันติภาพพอดี!
รัก ประเวศ วะสี
ที่มาบันทึกจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ถึง นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔

