บนเส้นทางประชาสังคม ตอนที่ 7 โดยหมอพลเดช
ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง “SSC-ชุมชนยั่งยืนด้วยตนเอง : ทางออกอนาคตโลกชุกวิกฤต” ของท่าน ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ด้วยความตั้งใจอย่างยิ่ง
SSC-Self Sustained Community หรือ “ชุมชนยั่งยืนด้วยตนเอง” เป็นชื่อเรียกใหม่ที่น่าค้นหา อีกทั้งชื่อเสียงเกียรติคุณในด้านวิสัยทัศน์ แนวคิดทางวิชาการ และความเป็นครูบาอาจารย์ของท่านผู้เขียน ก็อยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน
เพียงระยะ 5 ปีล่าสุด สภาวะโลกและเหตุการณ์ในประเทศของเราดูเหมือนว่าความวิกฤติจะเผยตัวออกมาให้เห็นเกือบครบเกือบทุกด้านแล้ว ทั้งในเรื่องโรคระบาด โลกเดือด เศรษฐกิจตกต่ำ สงคราม และการโจมตีทางไซเบอร์ อีกทั้งการซ้ำเติมด้วยปัญหาความยากจน ยาเสพติด ทุจริตคอร์รัปชัน การค้ามนุษย์ และแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์

ในภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นในระดับมหภาคทั่วโลกและทั่วประเทศเช่นนี้ เมื่อถึงที่สุดแล้ว กำแพงความเป็นรัฐอาจจะทลายลงในวันใดวันหนึ่ง จนไม่สามารถปกป้องคุ้มครองชีวิตน้อย ๆ ของผู้คนในประเทศของตนได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
คำถาม-คำตอบจึงมาตกอยู่ที่หน่วยย่อยของสังคมในระดับจุลภาค คือ ชุมชน อันเป็นด่านสุดท้ายว่าจะสามารถรักษาตัวให้อยู่รอดได้ด้วยตนเองหรือไม่ เพราะในด้านหนึ่ง วิกฤติทั้งหลายจะทะลุทะลวงข้ามรัฐ ลอดรัฐเข้ามาได้หมด ส่วนอีกด้านหนึ่ง อำนาจรัฐและระบบราชการที่ใหญ่เทอะทะนั้นมีความเสี่ยงที่จะพังลงไปก่อนเพื่อน
ยิ่งถ้ามีผู้นำประเทศและรัฐบาลที่ขาดประสิทธิภาพ ก็จะยิ่งรักษาสถานะตนเองเอาไว้ได้ยาก
ภาพข่าวสงครามในตะวันออกกลางและยูเครนเป็นหนังตัวอย่างที่คืบคลานใกล้เข้ามา
หนังสือเล่มนี้ยังได้ออกแบบชุมชนยั่งยืนด้วยตนเอง โดยเสนอตัวอย่างรูปธรรมที่เจาะลึกลงไปถึงแผนการเตรียมความพร้อมด้านปัจจัยอยู่รอดพื้นฐาน คือ อาหาร น้ำ พลังงาน ตลอดจนแนวปฏิบัติการสร้างชุมชนยั่งยืนด้วยตนเองในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง โดยเฉพาะในกรณีมีการสลับสับเปลี่ยนระหว่างภาวะวิกฤติกับภาวะปกติ
ปัญหาเรื่องนี้จึงอยู่ที่การลงมือทำว่าจะเริ่มเมื่อไร ใครเป็นผู้ริเริ่ม อันที่จริงข้อเสนอเรื่อง SSC นี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้นำชุมชน-ท้องถิ่น รวมไปถึงผู้นำครอบครัวและวงศ์ตระกูลที่ห่วงใยอนาคตของลูกหลาน อันเป็นหน่วยย่อยที่เล็กและใกล้ตัวมากที่สุด
ดังนั้น ใครที่คิดได้ก็ควรเริ่มไปก่อน ไม่ต้องรอกัน ไม่ต้องรอรัฐบาล ไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง โดยสามารถเริ่มต้นจากการวางแผนปฏิบัติการบนฐานของข้อมูลและสภาพความเป็นจริงในด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งเป้าหมายสร้างหลักประกันความอยู่รอดของ “ครอบครัว” หรือ “องค์กรชุมชน”ของเราเอาไว้ก่อน ให้มีหลักประกันอย่างน้อยระยะ 6 เดือน
นี่เป็น optimal unit สำหรับการลงมือปฏิบัติการในขั้นการริเริ่มบุกเบิก ต่อเมื่อในภายหลัง หัวหน้าหรือผู้ปกครองระดับหมู่บ้าน-ตำบลเขาเกิดคิดได้ การสร้าง SSC หรือชุมชนยั่งยืนด้วยตนเองก็จะขยายออกไปได้เองตามระบบ
อย่างไรก็ตาม ในด้านของผู้ปกครองและผู้บริหารท้องถิ่นระดับต่างๆที่มีวิสัยทัศน์ มีแรงบันดาลใจ และมีความมุ่งมั่นในเรื่องเช่นนี้ ย่อมมีบทบาทอย่างสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนทางด้านนโยบาย เพื่อทำให้สิ่งดีงามเล็กเหล่านี้ก่อเกิดประโยชน์แก่คนทั้งมวลในวงกว้าง ตามสถานภาพ หน้าที่ และอำนาจของตน
จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมคิดว่าในมิติของการวางแผนและบูรณาการ ขนาดพื้นที่ที่พอเหมาะ (optimal unit) น่าจะอยู่ที่ระดับ “อำเภอ” เพราะ ในหนึ่งอำเภอ มีโครงสร้าง และองค์ประกอบที่เป็นกลไกครบถ้วน ทั้งหมู่บ้าน ตำบล อบต. เทศบาล มีนายอำเภอและหัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอเป็นแขนขา
นอกจากนั้น ยังมีภาคธุรกิจท้องถิ่น และมี “คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ” หรือ พชอ. ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ที่ดำเนินงานกันมาตั้งแต่ปี 2559 เป็นกลไกรองรับอีกด้วย
ในมิติทางเทคนิคกระบวนการ เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองและชุมชนที่เกี่ยวข้อง ยังมีเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมทางสังคมอีกชิ้นหนึ่ง จากทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ที่สามารถนำมาใช้ประกอบเครื่องได้ นั่นคือ 4PW
4PW (Participatory Public Policy Process based on Wisdom) เป็นกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมบนฐานทางปัญญา เป็นเทคนิคกระบวนการขับเคลื่อนสังคมตามทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของอาจารย์หมอประเวศ วะสี ที่มีการดำเนินการกันอย่างแพร่หลายในกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ขบวนการธรรมนูญตำบลเข้มแข็ง และการปฏิรูประบบสุขภาพ.
22 มกราคม 2568.
“Those who know, do. Those that understand, teach.”
ผู้ที่รู้ย่อมทำ ผู้ที่เข้าใจย่อมสอน.
