รายงานประชาชน โดย ส.ว.พลเดช (ฉบับที่ 106) “ปฏิรูปต่อไป สาธารณสุขไทย”

ระบบสาธารณสุขไทยมีการพัฒนาก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่องและมั่นคงเรื่อยมา นับตั้งแต่ ร.5 ทรงจัดตั้ง รพ.ศิริราช เป็นจุดเริ่มระบบการแพทย์สมัยใหม่เมื่อ 130 ปีก่อน

และตั้งกรมสาธารณสุขเพื่อพัฒนาระบบงานสุขภาพอนามัยในภาพรวมในอีก 30 ปีถัดมา

รายงานประชาชน โดย ส.ว.พลเดช (ฉบับที่ 106) “ปฏิรูปต่อไป สาธารณสุขไทย”

ในระหว่างเส้นทางการพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขนั้น มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงในด้านแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานเกิดขึ้นเป็นระยะ อาทิ งานสาธารณสุขมูลฐาน  งานส่งเสริมสุขภาพ  งานปฏิรูประบบบริการสุขภาพ  งานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  งานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่  งานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ  ฯลฯ

ในยุคปัจจุบัน แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการสร้างเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี มี 5 แผนย่อยประกอบด้วย 1)การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาวะ ป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่คุกคามสุขภาวะ  2) การใช้ชุมชนเป็นฐานสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี  3) พัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ทันสมัย สนับสนุนการสร้างสุขภาวะที่ดี  4) การกระจายบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ  5) การพัฒนาและสร้างระบบรับมือและปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำซาก

ส่วนแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข เน้นประเด็นปฏิรูปเป็นกระบวนการภายใน 10 ประเด็น ได้แก่ 1)ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ 2)ระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศด้านสุขภาพ 3)กำลังคนด้านสุขภาพ 4)ระบบบริการปฐมภูมิ 5)การแพทย์แผนไทย 6)การแพทย์ฉุกเฉิน 7)การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 8)ความรอบรู้ด้านสุขภาพ 9)การคุ้มครองผู้บริโภค 10)ระบบหลักประกันสุขภาพ

สำหรับประเด็น Big rock และเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบมาก  มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ประชาชนควรติดตาม ดังนี้

1. การจัดการภาวะฉุกเฉิน โรคระบาดและโรคอุบัติใหม่

– เป้าหมายคือ ประเทศมีระบบงานความมั่นคงด้านสุขภาพและระบบจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่ครบวงจรและบูรณาการ สามารถตอบโต้ภาวะฉุกเฉินได้ทุกภัย รวมถึงโรคระบาดและโรคอุบัติใหม่

– กรณีการระบาดของโควิด 19 เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นทั้งความท้าทายและเป็นตัวเร่งให้กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลต้องประกาศใช้ พรก.บริหารราชการในภาวะฉุกเฉินฯ โดยจัดตั้งกลไก ศบค. ขึ้นเพื่อรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจและบริหารจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  

ทำให้มีระบบรับมือโควิดที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีผลงานในการควบคุมและป้องกันโรคระบาดโควิดที่ประชาคมโลกยอมรับ  ประชาชนทั่วไปพึงพอใจ  มีระดับความรอบรู้และตื่นตัวด้านสุขภาพสูงขึ้นเป็นผลพลอยได้ตามสถานการณ์  แต่ด้วยปัญหาทางการเมืองที่แตกแยกมาอย่างยาวนานทำให้มีประชาชนในบางส่วนไม่ยอมรับและใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อบรรลุผลทางการเมืองของฝ่ายตน

2. เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเสริมสร้างสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพและดูแลโรคไม่ติดต่อ

– เป้าหมายคือ ประชาชน(โดยเฉพาะ ผู้ป่วยและคนวัยทำงาน)ที่เสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อ ได้รับบริการทางการแพทย์และการสร้างเสริมสุขภาพแนวใหม่อย่างบูรณาการ กล่าวคือเป็นระบบรักษาและป้องกันควบคู่ไปด้วยกัน 

3. บริการผู้สูงอายุ ระบบดูแลที่บ้านและชุมชน ระบบสุขภาพปฐมภูมิเชิงนวัตกรรม

– ตัวชี้วัดที่ประชาชนอยากรู้ คือ จำนวนพื้นที่และหน่วยงานที่ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ (สามารถระบุรายชื่อได้)

4. ระบบหลักประกันสุขภาพและกองทุนที่เกี่ยวข้องให้เพียงพอ ยั่งยืนด้านการคลัง

– เป้าหมาย คือ มีกลไกบริหารจัดการทางการคลังสุขภาพระดับชาติ ดูแลสิทธิประโยชน์หลัก การจ่ายร่วม และระบบฐานข้อมูลการเบิกจ่ายกองทุนของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน (ทั้งด้านส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค บริการปฐมภูมิ  การดูแลที่บ้าน และผู้ป่วยใน) 

5.ปฏิรูปเขตสุขภาพให้มีการจัดการแบบบูรณาการ

-เป้าหมาย คือ มีเขตสุขภาพแบบบูรณาการ มีกลไกคณะกรรมการเขตสุขภาพ และทดลองพัฒนาระบบกองทุนหลักประกันสุขภาพมิติใหม่ในระดับเขต จำนวน 4 พื้นที่

– ร่าง พรบ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ….

นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา / 8 พฤศจิกายน 2564