“มรดกโลก เสียงแคนสองฝั่งโขง” รายงานประชาชน โดย ส.ว.พลเดช (ฉบับที่ 143)

แคน พิณ ซอ โหวด เป็นดนตรีพื้นบ้าน หมอแคน หมอลำ เป็นการแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นเมืองของพี่น้องชาวไทยและชาวลาวที่อยู่ริมแม่น้ำโขงทั้งสองฟากฝั่ง

ระหว่าง 28-29 กรกฎาคม 2565  ผมมีโอกาสไปร่วมงานโครงการสานสัมพันธ์วัฒนธรรมสองฝั่งโขง ไทย-ลาว ที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ประจำปี 2565 ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นครั้งที่ 5 แล้ว องค์กรที่จัดประกอบด้วย สมาคมหมอแคนจังหวัดขอนแก่น ชมรมส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมพื้นบ้านจังหวัดมหาสารคามและภาคีเครือข่ายฝ่ายราชอาณาจักรไทย ร่วมกับโรงเรียนศิลปะแห่งชาติ ฝ่ายสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

วัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ต่อการสร้างเสริมความสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยนศิลปะวัฒนธรรม และความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านต่างๆ

จากการร่วมสังเกตการณ์ การพบปะเยี่ยมเยียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างแขกผู้มาเยือนจากฝ่ายไทยกับคณะผู้บริหารโรงเรียน จึงทราบว่าข้าราชการและนักวิชาการของเราหลายท่าน มีญาติพี่น้อง มีสายเลือดสายสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับญาติพี่น้องฝั่งลาว หลายท่านมีการศึกษาและทำงานวิจัยด้านศิลปะวัฒนธรรมแขนงต่างๆมากมายโดยใช้แผ่นดินและภูมิสังคมลาวเป็นฐานการศึกษา รวมทั้งปัจจุบันยังคงมีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา 

ดร.ราตรี ศรีวิไล นายกสมาคมหมอลำจังหวัดขอนแก่น ท่านจบปริญญาเอกด้านนี้โดยตรงจากการมาทำวิจัยที่ประเทศลาว เล่าว่าตอนทำปริญญาเอกเลือกทำวิจัยเรื่อง “ลำด้น”  หลังจากนั้นเป็นต้นมา ท่านแทบไม่ต้องเขียนกลอนลำล่วงหน้าอีกเลย เพราะสามารถด้นกลอนสดได้อย่างคล่องแคล่ว

การลำตังหวาย ก็เป็นอีกแบบหนึ่งที่ใช้ปฏิภาณไหวพริบในการด้นกลอนสด จุดกำเนิดอยู่ที่หมู่บ้านตังหวาย แขวงสุวรรณเขตของฝั่งลาว ตรงข้ามกับมุกดาหารและอุบลราชธานี เป็นศิลปะการแสดงที่ปรากฏในส่วนที่อยู่ตอนใต้ลงมา การลำตังหวายสามารถลำกันได้ทุกเพศทุกวัย

ในอดีตผู้ชายจะเป็นฝ่ายลำ เพื่อการเกี้ยวพาราสีฝ่ายหญิง ถ้าฝ่ายหญิงมีความสามารถโต้ตอบได้ก็จะตอบกลับโดยใช้ผญา การลำตังหวายไม่มีการประพันธ์บทไว้ล่วงหน้า จึงเป็นการลำแบบด้นสด สามารถคิดเนื้อหาการลำได้เอง โดยใช้ทำนองลำตังหวาย ส่วนเครื่องดนตรีประกอบได้แก่ แคน พิณ และซอ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานีและอีกหลายแห่งในภาคอีสานมีวิชาการเรียนการสอน การทำวิจัยและการส่งเสริมฟื้นฟูและเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมพื้นเมืองเหล่านี้

กิจกรรมการแสดงแลกเปลี่ยนศิลปะวัฒนธรรมในครั้งนี้ เป็นการจัดแสดงบนเวทีในห้องเธียเตอร์ของโรงเรียน ให้แต่ละฝ่ายแสดงสลับกัน เริ่มจากวงออเคร้สต้าของโรงเรียนที่เล่นดนตรีสมัยใหม่ดังกระหึ่ม อลังการ สอดประสานเสียงขับขานตามจังหวะของไวทยากร  จากนั้นเป็นการแสดงสลับไทย-ลาว ซึ่งชุดการแสดงของไทยที่เตรียมไว้มีมากมาย จนเกรงว่าจะไม่สามารถบรรจุเข้าในระยะเวลาที่มีจำกัดได้ แต่ในที่สุดทุกอย่างก็ลงตัว คิวแสดงกระชับดีมาก ไม่รู้สึกเยิ่นเย้อ 

มีทั้งการแสดงยุคโมเดิร์นของศิลปินรุ่นเด็กจากศูนย์แลกเปลี่ยนศิลปะนานาชาติที่กรุงเทพฯ สุพรรณบุรี มาเลเซีย รวมทั้งหมอลำพื้นบ้านอีสาน และโปงลางวงใหญ่จากโรงเรียนพระมหาไถ่ ซึ่งขนกันไปแสดง  ในส่วนของฝ่ายลาว มีการเต้นรำแบบบัลเล่ต์  เข้าใจว่าได้วัฒนธรรมมาจากฝรั่งเศสและสหภาพโซเวียต และการแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์ลาว

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมประกาศเกียรติคุณผู้มีคุณูปการต่อการพัฒนาอนุภาคลุ่มน้ำโขง ไทย-ลาว  ด้วยการมอบรางวัลแม่โขงทองคำ (Golden Mekong Award) 80 รางวัลโดยผ่านตัวแทนสองฝ่าย มีกิจกรรมผ้าป่าวัฒนธรรม เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับเยาวชนและสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอนดนตรีผ่านโรงเรียนศิลปะแห่งชาติ สปป.ลาว  นี่ก็นับเป็นเรื่องดีงามที่ช่วยสานสัมพันธ์พี่น้องไทย-ลาวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถขยายไปสู่เด็กเยาวชนลาวในพื้นที่อื่นและสาขาอื่นๆ ได้อีกมาก 

เมื่อปี 2560 มหาวิทยาลัยขอนแก่นเคยจัดการประชุมสัมมนาวิชาการเรื่อง “แคน” มนต์เสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน-ลาว เพื่อเป็นเวทีในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนแนวคิด ลงลึก รากฐานมรดกวัฒนธรรมมนต์เสน่ห์ของเสียงแคน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีสำคัญและผูกพันกับชาวอีสานและชาวลาว มาอย่างยาวนาน ในหลากหลายแง่มุม ทั้งด้านทำนอง จังหวะ เครื่องดนตรี และการนำไปใช้ รวมไปถึงงานวรรณกรรมที่ก่อเกิดจากการได้ยินได้ฟังเสียงแคน ผู้เชี่ยวชาญบางท่านถึงกับชี้ว่า “หมอแคนหมอลำ เป็นต้นทางสร้างสรรค์วรรณกรรมนานาชาติพันธุ์”

ปลายปีนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะจัดงานสัมมนานานาชาติว่าด้วยเรื่องเสียงแคน มรดกไทย-ลาว  เพื่อผลักดันสู่การเป็นมรดกโลกทางศิลปะวัฒนธรรมโดยผ่านองค์กร UNESCO  

เสาหลักประชาคมอาเซียนในด้านสังคมวัฒนธรรม เป็นหนึ่งในสามเสาหลัก  กิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน และการผลักดัน “เสียงแคน มรดกสองฝั่งโขง” จึงเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนอย่างยิ่ง.

โดย ส.ว.พลเดช ปิ่นประทีป, 12 ก.ย. 2565

รายงานประชาชน ฉบับที่ 143