“ จากคิรีวง ลงปากพนัง ” รายงานประชาชน โดย ส.ว.พลเดช (ฉบับที่ 142)

ปลีกเวลาวันสุดสัปดาห์ระหว่างสมัยประชุมรัฐสภา  ลงไปเยี่ยมศึกษาดูงานชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจฐานรากที่นครศรีธรรมราช  มีทีมงานนครศรีฯวิถีใหม่เป็นผู้นำทาง

“ จากคิรีวง ลงปากพนัง ” รายงานประชาชน โดย ส.ว.พลเดช (ฉบับที่ 142)

วัดพระธาตุ

ไปสักการะวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ภายในมีพระบรมธาตุเจดีย์  องค์เจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมแบบทรงระฆังคว่ำ ยอดเจดีย์หุ้มด้วยทองคำแท้จึงเรียกพระธาตุทองคำ  รอบพระบรมธาตุยังมีองค์เจดีย์บริวาร 149 องค์ บรรจุอัฐิของผู้ที่ล่วงลับ ตั้งเรียงรายดูสวยงามเป็นระเบียบ มีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมด้วย

ตามประวัติศาสตร์บอกว่า องค์พระเจดีย์ก่อสร้างในปี พ.ศ. 1093 สมัยของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ปทุมวงศ์แห่งอาณาจักรตามพรลิงก์ ทรงสร้างเมืองนครศรีธรรมราชพร้อมกับสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ วัดแห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นปูชนียสถานสำคัญของภาคใต้ เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด เป็นมิ่งขวัญชาวเมืองนครทั้งได้รับการขึ้นบัญชีเพื่อประกาศเป็นมรดกโลก 

หมู่บ้านคิรีวง 

ออกจากตัวเมือง มุ่งหน้าขึ้นเขาไปทางอำเภอลานสกา  มาหยุดที่หมู่บ้านคิรีวง ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา ที่นี่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย  คิรีวงรายล้อมด้วยภูเขาสวย ธรรมชาติงดงาม และสายน้ำใสเย็น เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่มีการใช้วิถีชีวิตแบบชาวสวน อยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน 

เมื่อผู้เขียนนั่งรถผ่านสะพานเข้าสู่หมู่บ้าน  พลันเกิดรู้สึกคล้ายบรรยากาศตอนที่ไปศึกษาดูงานจัดการสิ่งแวดล้อมที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่กล่าวกันว่าเป็น 1 ใน 100 หมู่บ้านที่สวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

หมู่บ้านคีรีวง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งโอโซนของนครศรีธรรมราช  ที่นี่รวบรวมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่คู่กับธรรมชาติและวัฒนธรรมสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น จุดเด่นอยู่ที่ธรรมชาติยังคงความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้เป็นอย่างดี รายล้อมไปด้วยเทือกเขาที่เรียงรายสลับซับซ้อนกันไป และป่าไม้ที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์  กิจกรรมการปั่นจักรยานชมวิว สูดอากาศบริสุทธิ์ และเดินเล่นชมทัศนียภาพจึงเป็นที่นิยมกันมาก

ท่านนายอำเภอมาต้อนรับคณะของเรา  ทั้งยังร่วมกับกลุ่มผู้นำชุมชนบรรยายสรุป กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน วิสาหกิจชุมชน มีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อ อาทิ ผ้ามัดย้อมโบราณ  ผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป กวนมังคุด ทุเรียน ทำเป็นของขบเคี้ยว บรรจุเป็นสินค้าและของชำร่วยชิ้นเล็กๆ จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว มีกลุ่มแม่บ้านนำพานักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมอย่างหลากหลาย ทั้งกลุ่มลูกไม้ กลุ่มบ้านสมุนไพร กลุ่มมัดย้อม กลุ่มใบไม้ กลุ่มลายเทียน กลุ่มหัตถกรรม

มังคุดคิรีวง ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชีนีผลไม้ภาคใต้  มีเอกลักษณ์โดดเด่น ผลใหญ่ เนื้อสีขาว รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ลูกกลม เปลือกหนา ผิวมันวาว กลีบขั้วสีเขียวสด ก้นรี มีราคาสูงเมื่อเทียบกับมังคุดจากถิ่นอื่น  กลุ่มวิสาหกิจเพชรคิรีแบรนด์ ได้ทำวิจัยและพัฒนาภายใต้การสนับสนุนของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และกระทรวง อว. นำสารแซนโทนจากเปลือกมังคุด ที่มีคุณสมบัติในการรักษาอาการอักเสบ ซ่อมแซมเซลล์ ช่วยชะลอวัย เป็นสมุนไพรรักษาผิวพรรณ ดูแลผิวหน้าให้ดูผ่องใส สะอาด มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เซรั่มเปลือกมังคุด เครื่องสำอางมาตรฐานสูง ราคาดี  มียอดขายเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว แม้ในช่วงล็อคดาวน์โควิด-19 

ปากพนัง

จากเขาหลวง  คณะของเรามุ่งลงสู่บรรยากาศเมืองชายทะเล ที่อำเภอปากพนัง 

ปากพนัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีชื่อทางราชการว่าอำเภอเบี้ยซัด เนื่องจากบริเวณฝั่งแม่น้ำปากพนังเป็นที่ที่คลื่นซัดเอาเปลือกหอยขึ้นมากจากทะเล เป็นเปลือกหอยที่หลวงนำมาใช้เป็นสกุลเงินในสมั้ยนั้น ทางราชการได้ตั้งกรมการผู้ปกครองท้องที่ขึ้นไว้ดูแล แม้ว่าทางราชการจะตั้งชื่อว่าอำเภอเบี้ยซัด แต่ราษฎรยังคงเรียกพื้นที่นี้ว่าปากพนัง ก่อนถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอในที่สุด

ปากพนัง เคยเป็นศูนย์กลางของความเจริญแห่งหนึ่งของภาคใต้ เป็นเมืองท่าศูนย์กลางการค้าและศูนย์การคมนาคม ปากพนังจึงมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและด้านยุทธนาวี 

ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ เป็นโครงสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ของอำเภอปากพนัง  มีงานเทศกาลรังนกและอาหารทะเลปากพนังเป็นงานส่งเสริมการท่องเที่ยวจนโด่งดัง  มีการล่องเรือชมวิถีชีวิตคนเมืองนัง เลียบฝั่งดูคอนโดนกนางแอ่น ชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน สัมผัสถนนคนเดิน เพลิดเพลินกับตลาด 100 ปี ชมวิถีชาวประมง ชอปชิมอาหารทะเลสดๆ 

ครั้งหนึ่งในอดีต ที่นี่เคยประสบพิบัติภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่สุด คือ มหาวาตภัยจากพายุโซนร้อนแฮร์เรียต เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2505  คราวนั้นมีระดับน้ำสูงถึง 5 เมตร กำลังลม 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อให้เกิดคลื่นสูง 6.8 เมตร 

ในเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชาวแหลมตะลุมพุกสูญหายไปกว่า 1,300 คน.

โดย ส.ว.พลเดช ปิ่นประทีป, 3 ก.ย. 2565

รายงานประชาชน ฉบับที่ 142