ศูนย์วิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว ชุมชนกู่หล้า | จีนแก้จน (18)

ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวชุมชนกู่หล้า ที่คณะกรรมาธิการไปศึกษาดูงาน ตั้งอยู่ที่ตำบลกู่หล้า อำเภอปิ่นหยาง นครหนานหนิง เป็นหน่วยงานเล็กๆ ในความดูแลของเทศบาลท้องถิ่น โดยดำเนินการร่วมกับบริษัทเอกชน 

ศูนย์วิจัยแห่งนี้ ตั้งอยู่ท่ามกลางแปลงนาข้าวของชุมชน มีห้องปฏิบัติการติดตามเก็บ ประมวล และแสดงผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำนาทุกแปลงในพื้นที่รับผิดชอบแบบเรียลไทม์ ด้วยการเชื่อมโยงระบบ IOT (Internet of Things) มีทั้งข้อมูลพันธุ์ข้าว คุณภาพดิน แร่ธาตุสารอาหารในดิน ปุ๋ย ปริมาณน้ำ ความชื้น ปริมาณแสงแดด อุณหภูมิ อายุพืช และระยะเวลาการเก็บเกี่ยว

ศูนย์วิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว ชุมชนกู่หล้า | จีนแก้จน (18)

จิ๋วแต่แจ๋ว

ศูนย์วิจัยฯ จะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์ว่าแต่ละพื้นที่เหมาะกับการปลูกข้าวชนิดใด มีการรวบรวมข้อมูลศัตรูพืชและแมลงในเดือนสิงหาคมของทุกปี ใช้ระบบสมองกล (AI -Artificial Intelligence) ประมวลผลแบบอัติโนมัติ มีข้อมูลพร้อมแสดงผลให้ชาวนาได้รับทราบและนำไปดำเนินการตามสภาพปัญหา

นอกจากนั้น ศูนย์วิจัยแห่งนี้ยังมีการพัฒนาเทคนิคต่างๆในการคัดเมล็ดพันธุ์ การศึกษาสภาพดิน การใช้อุปกรณ์ควบคุมความชื้น อุปกรณ์ควบคุมสภาพความเป็นกรดด่าง มีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) สามารถเฝ้าระวังและตรวจสอบปัญหาได้แบบ Realtime มีการใช้โดรนช่วยในการผลิตข้าวที่เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI (Geographical Indication) คือสามารถสืบหาแหล่งต้นตอการผลิตสินค้าได้

อำเภอปินหยางมีประชากรประมาณ 1,000,000 คน มีคนยากจน 58,000 คน นโยบายแก้ปัญหาความยากจนของรัฐบาลท้องถิ่นทีนี่ ได้สร้างระบบการชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรม มีการปลูกข้าวได้สองครั้งต่อปี ทำผลผลิตได้ 400 กิโลกรัมต่อไร่

เศรษฐกิจฐานราก

นอกจากนั้นรัฐบาลยังส่งเสริมการทำหัตถกรรมอื่นๆ เช่น การทำพู่กันจีน การทำผ้าปัก การทำเซรามิก การสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน การส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในนิคมอุตสาหกรรม ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเฝ้าระวังสภาพแวดล้อมเรื่องมลพิษทางอากาศและน้ำ  ทำให้อำเภอปินหยางเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเพิ่มรายได้ให้ประชาชน (พลเมืองท้องถิ่น) เพิ่มขึ้น 2-3 ล้านหยวนต่อปี

ที่ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวท้องถิ่น นอกจากมีแปลงสาธิตแล้ว ยังแสดงสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวนานาชนิด อาทิ ข้าวสารบรรจุถุงและผลิตภัณฑ์จากข้าวประเภทต่างๆ เบียร์ เหล้า น้ำมันพืช เส้นหมี่ เป็นต้น ทั้งยังมีการส่งเสริมการค้าขายผ่านระบบออนไลน์  

เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศจีนให้ความสำคัญต่อการใช้องค์ความรู้และระบบข้อมูลข่าวสารในการส่งเสริม สนับสนุนและรับใช้การผลิตและการทำมาหากินของเกษตรกรชาวนาชาวไร่อย่างจริงจัง ซึ่งตัวอย่างการดำเนินการของศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวของชุมชนขนาดเล็กแห่งนี้สามารถสะท้อนความจริงข้อนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

เอาชนะความอดอยาก

จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศจีนสามารถเปลี่ยนแปลงตนเอง จากประเทศที่เคยขาดแคลนอาหาร ประชากรอดอยาก ผลิตข้าวไม่พอกิน จนต้องอพยพไปแสวงหาโอกาสชีวิตในต่างแดน จนปัจจุบันจีนกลายเป็นประเทศที่ผลิตข้าวได้มากเป็นอันดับ 1 ของโลก

ก่อนหน้านี้ ในปี 2552 องค์กร Action Aid ได้จัดอันดับให้จีนเป็นประเทศที่สามารถลดการขาดแคลนอาหารได้มากเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยสามารถลดจำนวนผู้ขาดแคลนอาหารได้ถึง 58 ล้านคน ภายในเวลาเพียง 10 ปี

รายงานข่าวยืนยันว่า ปี 2558 จีนมีผลผลิตข้าว 208.25 ล้านตัน มีพื้นที่ปลูกข้าว 30.2 ล้านเฮกตาร์ (188.8 ล้านไร่) ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1,100 กก./ไร่  ในขณะที่ United States Department of Agriculture (USDA) ระบุว่าประสิทธิภาพการปลูกข้าวของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ เวียดนาม มีผลผลิตข้าวเฉลี่ย 940 กก./ไร่  อินโดนีเซีย 750 กก./ไร่  ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย 640 กก./ไร่ ไทย เมียนมาและลาว 450-460 กก./ไร่ และ กัมพูชา 400 กก./ไร่

มองจีน เหลียวดูไทย

มีข้อสังเกตจากรายงานนี้คือ แม้ไทยจะเป็นเบอร์ 1 ส่งออกข้าว แต่ผลผลิตต่อไร่กลับต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ในขณะเดียวกัน พื้นที่เพาะปลูกข้าวของโลกและของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดึงเอาพื้นที่ภาคเกษตรของประเทศไทยไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย นอกจากนั้นภาวะโลกร้อนและความแปรปรวนของอากาศทำให้ผลผลิตเสียหาย 

ในขณะที่งานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวบ่งชี้ว่า ข้าวลูกผสมให้ผลลัพธ์ที่ลดต้นทุนตลอดทั้งกระบวนการผลิต ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น และสามารถสร้างมาตรฐานเพื่อควบคุมคุณภาพข้าวด้วยการคัดเลือกพันธุ์ตามความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้เทคโนโลยีมาเป็นส่วนช่วย จึงควรเป็นทางออกทางเลือกที่น่าสนใจ 

การพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ Thailand 4.0 โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เน้นการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในตามหลักปรัชญาเศรษกิจพอเพียง รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีชีวภาพปรับปรุงพันธุ์ข้าวจึงเป็นอนาคตที่ภาคการเกษตรไทยไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาคเกษตรกรรมและการผลิตอาหารถือเป็นจุดแข็งของไทย ควรต้องแก้ไขข้อจำกัดของงานด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นอันดับแรก.

หมอพลเดช ปิ่นประทีป / 15 ธันวาคม 2566