ทัพเหนือสู้ภัยเอดส์ (11)

บนเส้นทางประชาสังคม (11) โดย หมอพลเดช

เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองคลี่คลายจากสงครามคอมมิวนิสต์ ก็ต้องมาเผชิญกับการระบาดใหญ่ของโรคเอดส์ ในช่วงปี 2533

ในตอนนั้นเป็นช่วงท้ายของนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ส่วนเขา (หมอพลเดช) เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนอำเภอพรหมพิราม

รัฐบาลท่านกลัวว่า ถ้าหากมีการประชาสัมพันธ์เรื่องเอดส์มากไป เกรงจะกระทบกับนโยบายปีแห่งการท่องเที่ยวไทย “Visit Thailand Year”  ท่านจึงเบรคทางกระทรวงสาธารณสุขไม่ให้ออกข่าวเอดส์มากนัก

แต่ทางฝ่ายสาธารณสุขมองเห็นว่าภัยนี้ร้ายแรงยิ่งนัก ไม่ใช่โรคระบาดธรรมดา เพราะเมื่อติดเชื้อ HIV แล้วยังไม่ป่วยในทันที แต่แพร่เชื้อ-รับเชื้อกันได้ยาวนานไปอีกหลายปีโดยไม่มีใครรู้ตัว นักวิชาการบางท่านถึงกับเปรียบเทียบเป็น “โรคมะเร็งที่ระบาดได้”  แต่ทว่าเราจะสื่อสารกับรัฐบาลและฝ่ายนโยบายกันได้อย่างไร

“ ทัพเหนือสู้ภัยเอดส์ ”

รับเพิ่มภารกิจใหม่

เอดส์เริ่มเข้ามาในประเทศไทยโดยแพร่ระบาดมากทางภาคเหนือ พิษณุโลกก็เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมาก ทำให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดต้องสั่งการให้หมอพลเดช เข้ามารับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายควบคุมโรคติดต่อของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอีกตำแหน่งหนึ่ง เพื่อดูแลเรื่องนี้โดยตรง

เขาต้องทำงานควบทั้งสองทาง คือตรวจคนไข้วันละ 300 คนโดยเฉลี่ย รวมทั้งบริหารงานโรงพยาบาลผ่านอัตรากำลังเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 100 คน ส่วนเมื่อเวลาที่มาดูแลงานควบคุมโรคติดต่อฯที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ก็มีทีมเจ้าหน้าที่พยาบาล หมออนามัยและกลุ่มนักวิชาการอีก 10 คนเป็นฐานกำลัง

การบุกเบิกทำงานป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ต้องลงชุมชน โดยมีกลุ่มประชากรเป้าหมายที่สำคัญคือกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด กับ กลุ่มผู้หญิงโสเภณี (Sex worker) จึงต้องเทียวเข้า-ออกซ่องโสเภณีทุกสัปดาห์เพื่อไปพูดคุยกับแม่เล้า พบปะเจรจากับนักเลงเชียร์แขก มุ่งส่งเสริมโน้มน้าวให้มีการใช้ถุงยางอนามัย 100%

ลักษณะงานของเขาจึงเปลี่ยนไปมาก จากเดิมแค่นั่งรอตรวจคนไข้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่โรงพยาบาล คราวนี้ต้องออกไปทำงานกับชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงหลัก รวมทั้งกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ทหารเกณฑ์ และหญิงตั้งครรภ์ 

การทำงานชุมชนได้นำพาให้ไปพบปัญหาสังคมอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งปัญหายาเสพติด ซึ่งไปเกี่ยวพันกับเรื่องของธุรกิจมืด การคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ปัญหาสุขภาพของคนที่ติดยา ลงแดง สมองฝ่อ ต้องดูแลคุณภาพประชากรรุ่นถัดไป รวมไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เมื่อไปทำงานกับพวกเด็กนักเรียน โรงเรียนเขามีปัญหาเรื่องขยะ ในชุมชนมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย และมลภาวะในเมือง

จากภารกิจในด้านการแพทย์-การสาธารณสุข จึงขยายไปสู่ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ไปเกี่ยวพันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีนักธุรกิจท้องถิ่นและกลุ่มหอการค้าเข้ามาร่วมงานด้วย

ตั้งมูลนิธิสู้ภัยเอดส์

ปี 2534 งานควบคุมโรคเอดส์ของเขาได้รับรางวัลงานวิจัยสาธารณสุขดีเด่นระดับชาติ ต่อมาได้ตั้งมูลนิธิชาวพิษณุโลกรวมใจต้านภัยเอดส์ขึ้นมาทำงานเสริมกับงานทางราชการ เสมือนเดินไปด้วยขา 2 ข้าง ขาหนึ่งคือราชการ (GO) อีกขาหนึ่งคือมูลนิธิ (NGO)

ในการจัดตั้งมูลนิธิฯ มีผู้ใหญ่ 2 ท่านเข้ามาสนับสนุน คือ พลเอกศิริ ทิวะพันธุ์ แม่ทัพภาคที่ 3 ในขณะนั้น ท่านเป็นนายทหารนักพัฒนา อยู่ในกลุ่มทหารประชาธิปไตย ใกล้ชิดกับพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และเพิ่งผ่านภารกิจบัญชาการสงครามที่สมรภูมิบ้านร่มเกล้าในปี 2531 มายังไม่ทันหายเหนื่อย

ส่วนอีกท่านหนึ่งคือ คุณมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) ท่านมีสำนักงานสาขาแห่งหนึ่งอยู่ที่พิษณุโลก ทั้งสองท่านเป็นสมาชิวุฒิสภา ท่านสละเงินเดือน ส.ว.ให้คนละ 1 เดือนเพื่อเป็นขวัญถุง เราจัดทอดผ้าป่าหาเงินเข้ามูลนิธิ ครั้งนั้นได้เงินทำบุญมา 2 ล้านบาท ใช้สำหรับการขับเคลื่อนงานของมูลนิธิฯ

ในทีมงานยังมีหมอสองพี่น้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอีกส่วนหนึ่ง คือ หมอพลเดช และ พอ.นพ.ทวีศักดิ์ นพเกษร เพื่อนคู่หูที่มีความเชี่ยวชาญคนละแบบ คนหนึ่งเป็นนักระบาดวิทยา เชี่ยวชาญงานควบคุมการระบาดของโรค อีกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และระบบภูมิคุ้มกัน

ในด้านบทบาทการทำงานต่อภายนอก หมอทวีศักดิ์ เป็นคนสรุปนิยามบทบาทเอาไว้ว่า พลเดชเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในการดูภาพรวม ขอให้ดูแลด้านนโยบายและการบริหารจัดการ ส่วนตัวท่านจะทำงานเชิงยุทธวิธี มุ่งคิดหาวิธีทำให้นโยบายดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติจนเกิดผลสัมฤทธิ์

พวกเรา 4 คน จึงประกอบเครื่องเข้ามาทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว การทำงานในรูปแบบเดินสองขาเช่นนี้ ทำให้ยิ่งเห็นจุดแข็งของภาคราชการว่าคืออะไรและมีข้อจำกัดที่ตรงไหน สาเหตุที่เราต้องมาตั้งองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อทำงานรูปแบบ NGO ควบคู่ไปด้วยนั่นก็เป็นเพราะมันมีจุดแข็งอีกแบบหนึ่งและก็มีข้อจำกัดอีกแบบหนึ่งตามมาด้วยเช่นกัน ด้วยความสำคัญของทั้งคู่เช่นนี้ จึงไม่ได้ทิ้งอันใดอันหนึ่ง ไม่สุดโต่งไปในทางใดทางหนึ่ง นี่เป็นรูปแบบการทำงานส่วนตัวตลอดมา.

#บนเส้นทางประชาสังคม, 14 กุมภาพันธ์ุ 2568