โจทย์ใหญ่ ตำบลหมู่บ้านหายจน (14)

บนเส้นทางประชาสังคม (14) โดย หมอพลเดช

ในวันแรกที่มาเริ่มทำงานที่สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) ราวเดือนกันยายน ปี 2541  พวกเขา 3 คน อาจารย์-ลูกศิษย์ นั่งสรุปถ่ายทอดงานในเชิงยุทธศาสตร์และทิศทางกัน (brief) ในห้องทำงานเล็ก ๆ

ที่ออฟฟิศในบริเวณอาคารเก่าของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ยศเส) มีอาจารย์หมอประเวศ วะสี, พี่หมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และหมอพลเดช ปิ่นประทีป นั่นเป็นการมอบภารกิจกันอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

เริ่มต้น อาจารย์เกริ่นนำว่า สถานการณ์งานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในขณะนั้น LDI ได้ทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งงานวิจัยและงานพัฒนาของเราได้สร้างองค์ความรู้จากการปฏิบัติไว้เป็นจำนวนพอสมควรและมีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งกว้างขวางในระดับหนึ่ง

มีพวกกลุ่มออมทรัพย์เป็นเครือข่ายหลัก รวมทั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต(ตราด), พระอาจารย์มนัส (จันทบุรี), ครูชบ ยอดแก้ว (สงขลา) และครูมุกดา อินต๊ะสาร(พะเยา) รวมทั้งเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา “สังฆะพัฒนา” ฯลฯ  เหล่านี้เป็นฐาส้นเครือข่ายงานชุมชนเข้มแข็งที่สำคัญ

“ โจทย์ใหญ่ ตำบลหมู่บ้านหายจน ”

โจทย์ใหม่ เป้าหมายใหญ่ 

ท่านสรุปว่าถึงเวลาที่ LDI จะต้องคิดทำงานที่ใหญ่ขึ้น อย่าคิดเล็ก กล่าวคือต้องทำงานในเชิงยุทธศาสตร์โดยมองภาพรวมให้เห็นหมดทั้งประเทศ ต้องมีองค์ความรู้ มีนวัตกรรมที่ดีจากงานวิจัยและพัฒนาในพื้นที่จุดเล็กๆ นำเข้ามาสู่กระบวนการนโยบาย มุ่งทำสิ่งดีจากจุดเล็กๆเหล่านั้นให้กลายเป็นนโยบายเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งมวล อย่างที่เรียกกันว่า “นโยบายสาธารณะ”

นอกจากนั้น อาจารย์หมอประเวศยังมอบหมายให้เขาไปขบคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อเอาชนะความยากจน ให้ 8,000 ตำบล และ 80,000 หมู่บ้าน หายจากความจน 

เข้มแข็งคือหายจน

จากโจทย์คำถามอันท้าทายนี้ ทำให้เขาในฐานะผู้รับไปปฏิบัติต้องทำความเข้าใจและตีโจทย์ที่ได้รับในทันที ตอนนั้นคิดในใจว่าถ้าจะทำให้หายจนได้เร็ว ก็ต้องช่วยทำให้เขามี “ความเข้มแข็ง” ไม่ใช่แค่การคิดหาทางให้ชาวบ้านมีเงิน ดังนั้นจึงต้องไม่เอา “รายได้” มาเป็นตัวชี้วัดหลักในการนี้

สมการการขับเคลื่อนของเขาคือ “ความเข้มแข็ง = หายจน” 

โดยความเข้มแข็งในที่นี้ เขาหมายถึงสามารถพึ่งตัวเองได้ในการจัดการปัญหาของตน พ้นจากความอับจนทางปัญญา 

แต่ทว่าจะทำอย่างไร เพราะในเวลานั้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่มีการพูดกันเลย เขาจึงคิดในขณะนั้นว่า เรื่องชุมชนเข้มแข็งจะต้องมุ่งทำให้ชุมชนมีความรัก ความสามัคคี เป็นปึกแผ่น และมีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีคนหนึ่งแข็งแรง อีกคนอ่อนแอกว่า ก็ช่วยพยุงกันไป จนกระทั่งหายจากความยากจน กันเป็นกลุ่ม ๆ ไป  

ส่วนประเด็น “ยูนิต” ของกลุ่มชุมชนที่จะนำมาใช้ประกอบในการวางแผนและประเมินผลนั้น อาจพิจารณาได้หลากหลายขนาด ถ้าจะให้ดูลึกจนถึงระดับครัวเรือน เราก็ไม่ใช่ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรง จะไปดูยิบย่อยกันขนาดนั้นคงไม่มีปัญญา แต่ถ้าในระดับกลุ่มครัวเรือนย่อมพอเป็นไปได้

รวมทั้งประเภทที่ใหญ่ไปกว่านั้น คือ ชุมชน ตำบล หรือท้องถิ่น ก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะใช้ตอบโจทย์เป้าหมายของท่านอาจารย์หมอประเวศได้อีกเช่นกัน โดยสามารถใช้ขบวนการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ท้องถิ่นเข้มแข็ง และสังคมเข้มแข็ง เข้าไปดำเนินการ

องค์กรชุมชนคือตัวเลือก

มาถึงประเด็นว่า ถ้าจะทำให้ชุมชนเข้มแข็งจะเริ่มดูจากระดับไหน ชุมชนหน่วยย่อยทั่วๆไปมักหมายถึงหมู่บ้าน-ตำบลตามระบบการปกครอง แต่เขาคิดว่าในเวลานั้นเรามียูนิตชุมชนในอีกแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทำงานพัฒนา เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากกว่า ก็คือ “องค์กรชุมชน” 

องค์กรชุมชน คือ กลุ่มของชุมชนที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน ท่านอาจารย์ประเวศเป็นคนอธิบายนิยามความหมาย มันอาจเล็กกว่าหมู่บ้าน แต่มันก็ใหญ่กว่าครัวเรือน องค์กรชุมชนในตอนนั้นมีรูปแบบที่มีเห็นกันมากที่สุดได้แก่องค์กรชุมชนตามโครงการของกรมการพัฒนาชุมชน เช่นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต อันนี้มีมากที่สุด 

รองลงไปคือกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มองค์กรชุมชนในตระกูลของสัจจะออมทรัพย์ สัจจะสะสมทรัพย์ และธนาคารหมู่บ้าน พวกนี้เป็นองค์กรชุมชนที่มีตัวอย่างรูปธรรมมากที่สุดในขณะเวลานั้น

ทีนี้ก็มาถึงอีกประเด็นปัญหาหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าเราจะต้องทำงานในเชิงภาพรวมและวางแผนยุทธศาสตร์ทั้งประเทศให้ได้ ก็จำเป็นต้องรู้ว่าองค์กรชุมชน มีอยู่กี่ประเภท มีจำนวนมากเท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหนกันบ้าง และจะหาข้อมูลองค์กรชุมชนเหล่านี้ได้จากที่ไหน ถ้าเลือกใช้ยูนิตเป็นหมู่บ้านมันก็ง่าย ไปเอาตัวเลขของกระทรวงมหาดไทยมาก็จบ แต่ยังตอบปัญหาไม่ได้จริง

ตอนนั้นเป็นช่วงปี 2542  เขาได้ตัดสินใจว่าจะเลือก “องค์กรชุมชน” เป็นคำตอบในเรื่องยูนิตปฏิบัติการของงานชุมชนเข้มแข็งและแก้ปัญหาความยากจน (optimal unit) 

ส่วนแนวทางพัฒนาชุมชนเข้มแข็งตามแนวคิดนี้ คือ มุ่งทำให้องค์กรชุมชนแต่ละองค์กรมีความเข้มแข็งในเชิงคุณภาพ เป็นลักษณะแบบรวมหมู่ (Collective)  ดูแลกันเป็นกลุ่ม ให้เข้มแข็งและหายจนเป็นกลุ่ม ๆ ไป.

#บนเส้นทางประชาสังคม, 24 ก.พ. 2568