บนเส้นทางประชาสังคม ตอนที่ 16 โดย หมอพลเดช
ทุนสนับสนุนการทำงานขององค์กรภาคประชาชนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการทำงานสังคม จะมีเพียงอุดมการณ์แนวคิดอย่างเดียวนั้นไม่พอ
ในตอนที่เขา (หมอพลเดช) ถูกขอตัวลงมาช่วยงานที่กรุงเทพฯ ในปี 2541 นอกจากรับโจทย์เป้าหมายพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและแก้ปัญหาให้ 8,000 ตำบล 80,000 หมู่บ้าน หลุดพ้นจากความยากจน ในขณะที่โครงการที่เคยได้รับการสนับสนุนจากองค์กร CIDA ได้สิ้นสุดลงพอดี เงินทุนสำหรับการทำงานก็หมดลงด้วย
นอกจากนั้น อาจารย์หมอประเวศยังตั้งเงื่อนไขในการทำงานเพิ่มเติมมาอีก 3 ข้อ คือ
1) ต้องคิดใหญ่ อย่าคิดเล็ก
2) เงินทุนหมดแล้ว ต้องพึ่งตัวเองและขับเคลื่อนภารกิจให้ได้
3) อย่าทำเอง ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้คนอื่นมาช่วยกันทำให้มาก ๆ

บนทางสองแพร่ง
พอทราบโจทย์เป้าหมายและเงื่อนไขพ่วงเป็นแบบนี้ มันทั้งบีบรัดอย่างรุนแรง กดดันและท้าทาย สรุปสั้นๆก็คือ “ทำงานใหญ่ เงินไม่มีแล้ว และห้ามทำเอง”
แล้วทีนี้ จะทำงานกันยังไง
เขาเริ่มค้นหาข้อมูลแหล่งทุนสำหรับการทำงาน อยู่ที่ไหน จะเข้าถึงและเอามาใช้ทำงานได้อย่างไร จึงพบว่าตัวเองได้เดินทางมาถึงจุดที่เป็นทางสองแพร่ง(bifurcation) ที่ต้องการการตัดสินใจอย่างรอบคอบและเด็ดขาดว่าจะเลือกเดินไปในทิศทางใด เพราะหากเลือกผิดก็ไปไม่ถึง นานวันอาจห่างเป้าหมายออกไปทุกที
แพร่งที่ 1 คือ มุ่งหาแหล่งทุนจากต่างประเทศ
ในแบบนี้ LDI เองก็พอมีฐานแหล่งทุนให้แสวงหาอยู่พอประมาณ ทั้งในภาคพื้นทวีปอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชีย รวมถึงองค์กร CIDA SIDA REDD BARNA FORD USAID AusAID SCF UNDP Unicef ฯลฯ โดยเฉพาะองค์กร CIDA ที่เขาเคยช่วยมาแล้ว 2 เฝส คงรบกวนแต่เพียงแค่นี้ จึงต้องมองหาแหล่งทุนอื่น ซึ่งก็พอหาได้
แต่ทว่าตัวเขาเองมีสถานะหมอบ้านนอก เป็นนักวิชาการภูธร รับราชการอยู่ในต่างจังหวัด ไม่เหมือนพี่หมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ท่านเป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เคยเรียนหนังสือเมืองนอก มีเครือข่ายองค์กรต่างประเทศอยู่เยอะ และเขาต่างจากพี่เอนก นาคะบุตร เพราะท่านเป็นเอ็นจีโอระดับอาวุโส มีประสบการณ์ติดต่อกับองค์กรต่างประเทศและแหล่งทุนที่เคยสนับสนุนเอ็นจีโอไทยมายาวนาน
แพร่งที่ 2 คือ หันกลับมาหาแหล่งทุนภายในประเทศ
เมื่อเพ่งมองแหล่งทุนในประเทศ พลันก็คิดถึงแหล่งทุนจากภาครัฐเป็นหลัก เพราะงบประมาณจากรัฐในแต่ละปีนั้นมีมากเพียงพอที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาประเทศและพัฒนาสังคม
พอคิดถึงวิธีการทำงานกับแหล่งทุนภาครัฐ ก็ยิ่งพบโอกาสที่จะตอบโจทย์ของอาจารย์หมอประเวศ ใน 3 เงื่อนไขการทำงานของท่านได้พร้อมกันไป กล่าวคือถ้าจะทำงานใหญ่ คิดใหญ่ ไม่ใช่ทำเรื่องเล็ก ก็ต้องทำงานในเชิงภาพรวม คือทำทั้งประเทศ ก็ต้องทำงานกับภาครัฐนี่แหละ ไม่ใช่องค์กรภาคธุรกิจเอกชน ไม่ใช่แค่องค์กรต่างประเทศ ไม่ใช่เอ็นจีโอที่ทำเฉพาะเรื่องที่ตนสนใจ หรือทำงานกับท้องถิ่นในพื้นที่ขนาดเล็กเท่านั้น
ทุบหม้อข้าว ตีเมืองจันทบูร
ณ จุดที่เป็นทาง 2 แพร่งเช่นนี้ ไปทางซ้ายคือหันหน้าออกไปหาทุนจากต่างประเทศเหมือนแต่ก่อน ซึ่งไม่น่าใช่ กับอีกอันไปทางขวาคือตัดสินใจหันหน้ากลับเข้ามาในประเทศ หาทางใช้เงินจากภาครัฐเพราะทรัพยากรมากที่สุดอยู่ที่ภาครัฐ
งบประมาณรัฐ เป็นสมบัติสาธารณะที่ควรใช้สนับสนุนการจัดการปัญหาและพัฒนาประเทศ ทั้งในส่วนที่ดำเนินการโดยภาครัฐ ภาคสังคม และภาคธุรกิจ
จากนั้นมา เขาจึงเริ่มทำงานกับหน่วยงานราชการส่วนกลางในระดับชาติ (กระทรวง) โดยเริ่มต้นที่สภาพัฒน์ ตอนนั้นกำลังจะเริ่มกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 9 อยู่พอดี และทางเลขาธิการสภาพัฒน์ได้เคยเห็นผลงานของสถาบัน LDI ในการบุกเบิกประชาคมจังหวัดเพื่อช่วยดูแลผู้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในยุคนายกฯชวน หลีกภัย มาแล้ว
ตอนจัดกระบวนการจัดทำแผน 8 สภาพัฒน์ได้อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ไปช่วยจัดเวทีระดมความคิดระดับภูมิภาค ท่านใช้เทคนิคกระบวนการประชุมที่เรียกว่า AIC เป็นเครื่องมือหลัก (A – Appretiate, I – Influence, C – Control) จัดไป 9 เวที
แต่ในคราวนี้ อยากทำเวทีวิสัยทัศน์จังหวัดครบทุกพื้นที่ อยากให้คนมาร่วมกันมองสถานการณ์ปัญหาของจังหวัดตนและสร้างวิสัยทัศน์จังหวัดในอนาคตร่วมกัน นี่เป็นที่มาของโครงการเวทีวิสัยทัศน์จังหวัด จำนวน 105 เวที ในกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 9
จากกรณีนี้ บทเรียนรู้ที่สำคัญคือ เมื่อตัดสินใจเด็ดเดี่ยว-ชัดเจนแล้วว่าเลือกไปแพร่งที่ 2 ในตอนนั้น เขาพลันเกิดจิตนาการไปถึงกลยุทธ์ “ทุบหม้อข้าว ตีเมืองจันทบูร” ของพระยาตาก ไม่ถอยหลัง ไม่แสวงทุนภายนอก หากบังคับตัวเองเข้าตีเมืองจันทบูรให้จงได้
นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอันหนึ่งขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ชื่อ LDI
โชคดี พอเริ่มลงมือทำงาน เขาได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานสภาพัฒน์ฯทันที ภายใต้งบอุดหนุนการทำงานโดยเชื่อมโยงกับเครือข่ายประชาคมจังหวัดทั่วประเทศ นับเป็นการทำงานมิติใหม่ขององค์กรเอ็นจีโอที่ใช้โปรเจ็คหรือโครงการรูปธรรมเป็นเครื่องมือ.
#บนเส้นทางประชาสังคม, 3 มี.ค. 2568
.
.
CIDA คือ องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งแคนาดา (Canadian International Development Agency)
LDI คือ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (Local Development Institute)
