ตอนที่ (7) การเข้ามาของพุทธศาสนา

เรื่องเล่าจากหลังคาโลก โดย หมอพลเดช

แต่เดิม ชาวทิเบตเป็นชนชาติที่ชอบสงคราม ยังไม่มีอารยธรรมชั้นสูง เหมือนชนชาวเขาทั่วไป

แต่ด้วยอิทธิพลของพุทธศาสนาจึงทำให้ทิเบตกลายเป็นผู้ใฝ่สันติสุข และเป็นชาวเขาที่มีอารยธรรมสูงส่งจนถึงมีอักขระพิเศษเพื่อพระศาสนา โดยนำแบบอย่างมาจากอักษรอินเดีย จากนั้นมา

พุทธศาสนาเข้าสู่ทิเบตผ่านเส้นทางอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์ซงเซน กัมโป ทรงสนับสนุนการรับพุทธศาสนา โดยมีพระมเหสีสองพระองค์ จากจีนและเนปาล นำพระพุทธศาสนาและพระพุทธรูปเข้ามา 

ต่อมาในศตวรรษที่ 8 กษัตริย์ทริซอง เดตเซน ได้เชิญพระปัทมสัมภวะและพระศานตรักษิตาจากอินเดียมาเผยแผ่และแปลพระคัมภีร์ ทำให้พุทธศาสนามีบทบาทสำคัญและแพร่หลายยิ่งขึ้นในทิเบต 

ดินแดนทิเบต ในอดีตมีความรุ่งเรืองทางศาสนาพุทธมาก ศาสนาพุทธแบบทิเบตมีเอกลักษณ์เฉพาะคือเป็นการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธนิกายมหายาน ทั้งจากอินเดียและจีน ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธนิกายตันตระของอินเดีย จนเกิดเป็นนิกายวัชรยานขึ้น 

ลักษณะเด่นอื่น ๆ ของพุทธศาสนาแบบทิเบตได้แก่ ลามะ ตรรกวิภาษ และการปฏิบัติแบบตันตระ ประชาชนชาวทิเบตเป็นผู้ใฝ่ธรรมะ เมื่อมีงานบุญ ประชาชนจะเดินทางไปแสวงบุญแม้จะไกลสักเพียงใด ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เห็นอยู่มากมาย แต่เมื่อตกอยู่ในการปกครองของจีน วัดนับพันแห่งทั่วนครลาซา เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแห่งในปัจจุบัน 

กำเนิดนิกายเกลุก

หลังจากนั้น ช่วงปลายยุค ท่านสองขะปะ (พ.ศ. 1918) ซึ่งเป็นนักปฏิรูปผู้ยิ่งใหญ่ของทิเบต ได้อาศัยหลักคำสอนนี้แล้วตั้งนิกาย “นิกายเกลุก หรือเกลุกปะ หรือหมวกเหลือง” ขึ้น นิกายนี้องค์ดาไลลามะปัจจุบันสังกัดอยู่ และมีอิทธิพลในภาคกลางของทิเบต 

ท่านได้ชำระหลักพุทธธรรมให้บริสุทธิ์จากลัทธิพิธีต่าง ๆ มีการรวบรวมคัมภีร์ที่ได้แปลแล้วนั้นออกเป็น 2 หมวด คือ พุทธพจน์ 100 เล่ม และอรรถกถา 225 เล่ม คัมภีร์เหล่านี้เรียกว่าพระไตรปิฎก หรือคัมภีร์พระพุทธศาสนาฉบับทิเบต ซึ่งตกทอดมาถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2089 – 2130 กษัตริย์มองโกล อัลตัลข่าน ได้พบกับประมุขสงฆ์ของนิกายเกลุกแล้วเลื่อมใส มีการดัดแปลงวัดที่นิกายอื่นอ่อนแอและทิ้งให้ร้างให้เป็นวัดนิกายเกลุก (หมวกเหลือง) นิกายนี้เรียบง่าย เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ชาวบ้านจึงนิยมมาก 

กษัตริย์มองโกลทรงเชื่อว่าประมุขสงฆ์ท่านนี้ เคยเป็นอาจารย์ของพระองค์ในชาติก่อน เมื่อพระองค์เสวยพระชาติมาเป็นกุบไลข่าน  ท่านจึงถวายตำแหน่ง “ทะไลลามะ”  หมายความว่า พระหรือคฤหัสถ์ที่มีความรู้ความชำนาญ แต่ชาวทิเบตนิยมใช้คำว่า “คยาวา ริมโปเช” คือ ชัยรัตนะ 

นับเป็นต้นกำเนิดทะไลลามะครั้งแรก เริ่มจากท่านเป็นทะไลลามะองค์ที่ 3 ส่วนองค์ที่ 1 และ 2 ท่านยกย่องให้ท่านสองขะปะ และอาจารย์ของท่านอีกรูปหนึ่ง

25 ต.ค. 2568