ประเวศ วะสี ปูชนียาจารย์ ผู้เป็นแบบอย่างทั้งชีวิต (1)

โดย พลเดช – วณี ปิ่นประทีป

เรา(พลเดช-วณี) ได้รับทราบข่าวการถึงแก่อนิจกรรมของท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี ในขณะกำลังท่องเที่ยวทัศนศึกษาที่อุทยานโหลวก้วนถ่าย เขาจงหนานซาน สถานที่ที่เหลาจื่อเขียนคัมภีร์ลัทธิเต๋า 5,000 คำ 81 บท

ไปเคารพศาลเจ้าขงเบ้ง เมืองเหมี่ยนเสี้ยน จุดที่เคยบัญชาการรบนาน 7 ปี และเยี่ยมชมหออนุสรณ์จางเชน เมืองฮั่นจง มณฑลส่านซี บ้านเกิดของผู้ให้กำเนิดเส้นทางสายไหม คณะของเราล้วนเป็นลูกศิษย์ที่เคารพรักและมีศรัทธาต่อท่านอาจารย์เป็นอย่างสูง

ละสังขารด้วยปิติสุข

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ชาตะ 5 สิงหาคม 2474 มรณะ 10 มกราคม 2569 ท่านเป็นปูชนียาจารย์ของบรรดาแพทย์ในรุ่นหลังยุคเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยเฉพาะแพทย์นักพัฒนาสังคมและแพทย์ชนบททั้งหลาย ด้วยวิธีคิดและมุมมองการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ นอกจากนั้นท่านยังทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง สังคมและชุมชนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง รวมทั้งวัตรปฏิบัติที่เสมอต้นเสมอปลายของท่าน จึงมีผู้เคารพศรัทธาท่านอยู่ในทุกวงการ

ข่าวการจากไปอย่างสงบที่บ้านพัก คำกล่าวอำลาด้วยใบหน้าที่ยิ้มเป็นปิติสุข ท่ามกลางภรรยาและลูกหลาน ก่อนหลับตากำหนดลมหายใจ เข้าสู่ฌาณสมาธิเป็นลำดับขั้น จนค่าอ็อกซิเจนในกระแสเลือดลดต่ำและจากพวกเราไป นับเป็นภาพการลาจากที่ยิ่งใหญ่และกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ที่ท่านสอนคติธรรมบทสุดท้ายสำหรับพวกเรา

ทะนงองอาจ

ปี 2524 เมื่อคราวที่ผมกลับจากป่ามาเรียนแพทย์ต่อที่ศิริราช ท่านอาจารย์ได้รับรางวัลแมกไซไซ ทางคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชได้จัดเวทีวิชาการเพื่อแสดงความยินดี โดยเชิญท่านอาจารย์ขึ้นกล่าวแสดงปาฐกถาพิเศษ ในครั้งนั้น มีผู้บริหารบางท่านลุกขึ้นตั้งประเด็นและอภิปรายแสดงความคิดเห็นในเชิงเสียดสีเย้ยหยัน แต่ท่านยังคงยืนสงบนิ่ง รับฟังจนจบกระบวนความ

ผมได้ประจักษ์ว่า ท่านกล่าวอธิบายขยายความอย่างมีหลักการ ด้วยความสุภาพ และทะนงองอาจป็นอย่างยิ่ง นับเป็นภาพประทับแรกเมื่อได้รู้จักท่าน ซึ่งต่อมาก็ยิ่งสัมผัสกับบุคลิกภาพเช่นนี้ตลอดเวลา 40 ปีที่ทำงานกับท่าน นับเป็นตัวแบบสำหรับผู้นำ นักประชาธิปไตย และนักวิชาการ

ส่วนทางด้าน ดร.วณี ปิ่นประทีป (สุขอารมณ์) เธอเป็นอดีตผู้นำนักศึกษาพยาบาลรามาธิบดีที่โด่งดังในยุคกระโน้น จึงได้รู้จักท่านอาจารย์มาก่อนผมมาก เมื่อตอนที่เธอตัดสินใจเข้าป่าจับปืนได้เข้าไปกราบลา ท่านกล่าวให้กำลังใจพร้อมกับเงินสองพันบาทเป็นค่าใช้จ่าย “ถ้าหากไปแล้วพบว่าไม่ใช่หนทางก็ขอให้กลับมา”
เหมือนท่านจะหยั่งรู้ล่วงหน้าแต่ไม่ทัดทาน ครั้นถึงคราวที่กลับคืนเมือง คำแรกที่ท่านกล่าวทักทายคือ “กลับมาจากธุดงค์แล้วรึ” หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็มีโอกาสได้พบกับท่านอาจารย์เป็นครั้งที่สอง เมื่อท่านกรุณาเป็นประธานในงานมงคลสมรสของเรา

ยุทธศาสตร์การพัฒนา

ภายหลังวิฤกติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง รัฐบาลใช้งบประมาณจากเงินกู้ IMF 5,000 ล้านบาท ทำโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี โดยแต่งตั้งไพบูลย์ วัฒนศิริธรรมและเอนก นาคะบุตร สองผู้บริหารจากมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา(LDI) ให้ไปดูแล ตั้งสำนักงานอยู่ที่ธนาคารออมสิน
ท่านอาจารย์หมอประเวศ ในฐานะประธานมูลนิธิฯ จึงสั่งการคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ “ไปเอาตัวพลเดชมาจากพิษณุโลก” เราสองคนพี่น้องจึงได้เข้ามารับช่วงแทน ในวันแรกที่มอบหมายภารกิจ ท่านอาจารย์ตั้งโจทย์ใหญ่ “ทำอย่างไรให้ 80,000 หมู่บ้าน 8,000 ตำบลหายจน”

ท่านวางเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของสถาบันไว้อย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าต้องคิดในเชิงโครงสร้างและมองเป็นระบบในภาพรวม เรามีองค์ความรู้และประสบการณ์จำนวนหนึ่งแล้ว ยังไม่พอ ต้องขับเคลื่อนนโยบาย โดยนำความสำเร็จจากจุดเล็กๆไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพรวม ท่านเป็นตัวแบบของนักคิด-นักยุทธศาสตร์ที่ทำเพื่อบ้านเมืองและประชาชนทั้งชีวิตจิตใจ
ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา ผมไม่มีข้อสงสัยในเจตนารมณ์และยุทธศาสตร์ภาพรวมที่ท่านชี้นำแต่ประการใด แม้รู้ดีว่าเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับการทำงานโดยไม่มีอำนาจและฐานทรัพยากร หากเป็นเรื่องท้าทายสำหรับพลเมืองสองมือเปล่าแบบพวกเรา ที่กล้าคิดเรื่องใหญ่ของบ้านเมืองและลงมือทำด้วยสติปัญญา