บนเส้นทางประชาสังคม ตอนที่ 13 โดย หมอพลเดช
“กรมหลวงประจักษ์ฯ สร้างเมือง
ลือเลื่องแหล่งธรรมะ อารยธรรมห้าพันปี
ธานีผ้าหมี่ขิด ธรรมชาติเนรมิตทะเลบัวแดง
แรงศรัทธา ศรีสุทโธปทุมมาคำชะโนด”

อุดรธานี เป็นจังหวัดดินแดนแห่งอุทยานประวัติศาสตร์ มรดกโลก ซากโครงกระดูกและโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน การพบถ้ำและภาพเขียนสีที่อำเภอบ้านผือ ยืนยันว่าเคยมีชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานอยู่ในช่วงราว 5,000 – 7,000 ปี จนกระทั่งถึงสมัยทวารวดี ลพบุรี และกรุงสุโขทัย
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและธนบุรี ยังขึ้นกับอาณาจักรล้านช้างและล้านช้างเวียงจันทน์ เริ่มมีชื่ออุดรธานีปรากฏขึ้นในรัชสมัย ร.5 ด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ ให้จัดตั้งเมืองอุดรธานีขึ้นที่บ้านหมากแข้ง เป็นศูนย์กลางของมณฑลอุดร
ปัจจุบันแบ่งการปกครองแบ่งออกเป็น 20 อำเภอ, 156 ตำบล, 1,891 หมู่บ้าน, 105 ชุมชน, 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด, 1 เทศบาลนคร, 3 เทศบาลเมือง, 67 เทศบาลตำบล, 109 องค์การบริหารส่วนตำบล มีจำนวนประชากรรวม 1,557,298 คน มีองค์กรชุมชน 4,234 องค์กร ชุมชนเข้มแข็ง 15 กรณีศึกษา ธรรมนูญสุขภาพตำบล 20 แห่ง กลุ่มจิตอาสาประชารัฐ 290 เครือข่าย พบผู้ยากลำบากที่ตกสำรวจ 1,125 คน
เส้นทางอาจารย์แม่
พิศมัย ธารเลิศ เกิดที่ร้อยเอ็ด ปีนี้อายุครบ 80 ปี พ่อแม่เป็นครู เรียนประถมและมัธยมจนจบ ม.8 ที่ตัวจังหวัด ได้โควตาหนึ่งเดียวของจังหวัดเข้าเรียนพลศึกษา เป็นครูพละสอนเบสิคได้ทุกประเภทกีฬา บรรจุเป็นครูสอนในกรุงเทพ สมรสกับสามีซึ่งเป็นศุลกากร ย้ายตามไปอยู่ที่ภูเก็ต สอนที่วิทยาลัยครู ย้ายมามหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี จนเกษียณในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์และรองคณบดีฝ่ายบริหาร รับผิดชอบนโยบายงานชุมชนเข้มแข็งและแก้ปัญหายาเสพติด
ในยุคโครงการ SIF เธอจัดหลักสูตรอบรมวิทยากรชุมชนเข้มแข็ง เชิญคุณหมอทวีศักดิ์ นพเกษร กับคุณหมอปกรณ์ สุวรรณประภา จากประชาคมพิษณุโลก มาช่วยฝึกเทคนิคกระบวนการทำงาน ได้เทคนิคหัวใจทองคำ การทำ Mind Maps การเขียน Flip Chart ฯลฯ งานชุมชนทำให้ตนมีชื่อเสียง มีผลงาน ทางจังหวัดเรียกใช้อยู่ตลอดเวลา ได้รับเชิญเข้าไปเป็นกรรมการในคณะทำงานต่างๆมากมาย ร่วมผลักดัน พรบ.สภาองค์กรชุมชนจนสำเร็จ จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนระดับตำบลครบ 180 แห่ง ในเวลา 3 ปี
เธอได้นำหลักสูตรลูกเสือมาสอนแบบประยุกต์ มีนักศึกษาจาก สปป.ลาวมาเรียนด้วย ทำทั้งงานวิจัย งานสอน และงานพัฒนา สร้างวิทยากรกระบวนการ เน้นระเบียบวินัยจิตอาสาช่วยเหลือเกื้อกูล ตชด. ก็มาช่วยสอนการใช้ชีวิตในป่า จึงมีลูกศิษย์ลูกหาทั่วทุกอำเภอ ตำบล กลายเป็น “อาจารย์แม่” ของเหล่าบรรดาผู้บริหาร อบต. ทั้งหลาย
สวัสดิการชุมชน
เธอเป็นประธานจัดตั้งมูลนิธิชุมชนจังหวัดอุดรธานี (Community Foundation) มีคุณธนชัย สามเสนเป็นที่ปรึกษา ออฟฟิศตั้งอยู่ที่ศาลากลางจังหวัด เป็นนิติบุคคลที่ทำงานพัฒนาสังคม ทางราชการส่งโครงการและงบประมาณลงมาสนับสนุน ทำให้มีทุนลงทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สามารถบูรณาการได้ทุกงาน จัดระบบโครงข่ายต้านยาเสพติด ติดอาวุธทางปัญญา ให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีจิตอาสาเวลามาทำงาน แบ่งพื้นที่ระวังภัยยาเสพติดและพิบัติภัยชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้านช่วยกันรายงานสถานการณ์ปัญหา
ปี 2551 จัดตั้งกองทุนออมวันละบาทเป็นระบบสวัสดิการของชุมชน สมาชิกตายได้ 10 เท่าของเงินออม พอช. ให้งบประมาณสมทบ 50,000 บาท ในช่วงแรกทำ 20 แห่ง ตำบลใกล้เคียงมาดูศึกมาดูงาน เลียนแบบเอาไปทำบ้าง จัดสวัสดิการพื้นฐาน 3 อย่าง เกิดแก่เจ็บตาย รัฐสมทบหนึ่งต่อหนึ่ง เงื่อนไขต้องมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 100 คน ต่อมารัฐบาลลดเงินสมทบลง ต้องปรับนโยบายเป็นออม 1 ได้ 5 ในยุคโควิดมีการตายกันเยอะ เงินใกล้หมดจากกองทุน ต้องปรับลดสวัสดิการลงไปอีกตามสถานการณ์
ต่อมา รัฐบาลหันมาช่วยสนับสนุนค่าวัสดุซ่อม “บ้านพอเพียง” ยูนิตละ 2-3 หมื่นบาท ใครเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการก็มีโอกาส อุดรธานีมีกองทุนสวัสดิการชุมชน รวม 164 แห่ง ใช้ระบบฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและโปรแกรมควบคุม การสมทบช่วยเหลือทำได้สะดวกขึ้น
แผนงาน ศปจ.อุดรธานี
ศูนย์ประสานภาคีการพัฒนาจังหวัด ยังคงตั้งอยู่ที่ศาลากลางจังหวัด ไม่เสียค่าเช่า ที่นั่นจึงเป็นฐานสนับสนุนงานพัฒนาประชาสังคม มีเจ้าหน้าที่เลขานุการรุ่นเจนวาย 8 คน แบ่งกันดูแลพื้นที่ 1 โซน ครอบคลุมชุมชนประมาณ 20 ตำบล ชาวบ้านเรียกว่าหัวหน้า ทำให้เจ้าหน้าที่ยิ่งมีกำลังใจ มีแกนนำอีก 10 คนต่ออำเภอ นี่คือกองกำลังตัวจริงของ ศปจ.อุดรธานี
ผู้นำชุมชนที่มาร่วมงานทำงานแบบจิตอาสา ในระยะหลังหลายท่านได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบต.และผู้นำท้องถิ่น จึงเกิดกระแสนิยมเข้ามาทำงานเป็นจิตอาสากันมากขึ้น แกนนำรุ่นเก่าเริ่มล้มหายตายจาก คนรุ่นใหม่มักขาดจิตวิญญาณ ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนลดลงไปบ้าง บางส่วนมีปัญหาเรื่องชู้สาว ทุจริต ผิดกับคนรุ่นเก่าที่เป็นข้าราชการเกษียณ
เธอมีแผนเตรียมส่งไม้ให้แก่ผู้นำรุ่นใหม่ โดยใช้โครงสร้าง 8 โซนเป็นฐาน อบรมทักษะพื้นฐานการพัฒนาชุมชน จัดการเครือข่าย การเขียนเอกสารโครงการ การวิเคราะห์ชุมชน จัดทำบัญชี พัฒนาศักยภาพ สร้างกลุ่มผู้นำประชาสังคมรุ่นใหม่
สนับสนุนให้บุคลากรมีฐานเศรษฐกิจครอบครัวแข็งแรงพอเพียง มีสุขภาพและจิตใจดีงาม มีกิริยามารยาท รวมทั้งเชิญชวนพ่อค้าคหบดีที่วางมือจากธุรกิจแล้ว ข้าราชการเกษียณ และสมาชิกผู้ชมรมผู้สูงอายุ เข้ามาร่วมสร้างเทศบาลนครแห่งความสุข.
