ข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย
ปัญหายากจนเป็นวาระแห่งชาติ
- นายกรัฐมนตรีควรประกาศนโยบายและความมุ่งมั่นว่ารัฐบาลของท่านจะกำหนดให้การแก้ปัญหาความยากจนเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลจะใช้กลไกคณะกรรมการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คจพ.) ที่มีอยู่แล้วเป็นกลไกระดับนโยบาย และศูนย์ขับเคลื่อนการขจัดความยากจนฯระดับจังหวัด (ศจพ.จ.) ที่มีกระทรวงมหาดไทยเป็นแกนหลักให้เป็นกลไกดำเนินงานเชิงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาของคนยากจนแบบพุ่งเป้าอย่างมีประสิทธิผล ทั่วประเทศ รวมทั้ง กระทรวง อว. เป็นกลไกจัดการความรู้
แหล่งน้ำการเกษตร
- สำหรับปัญหาแหล่งน้ำการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การเกษตรร้อยละ 78 ถือเป็นปัจจัยความยากจนในเชิงโครงสร้างของชุมชนชนบท รัฐบาลควรเร่งรัดแก้ไขปัญหาอำเภอและตำบลที่มีปัญหาแล้งซ้ำซากระดับรุนแรง(เกณฑ์วัด คือ สถิติภัยแล้งตั้งแต่ 6 ครั้งขึ้นไปในรอบ 10 ปีย้อนหลัง) โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ด้วยการสนับสนุนโครงการจัดทำแหล่งน้ำชุมชนขนาดเล็กที่ใช้งบประมาณน้อย ใช้เทคโนโลยีชาวบ้านที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และใช้กระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมได้สูง อาทิ ฝายแกนดินซีเมนต์ ฝายมีชีวิต ฝายชะลอน้ำรูปแบบที่หลากหลาย โคกหนองนาโมเดล ธนาคารน้ำใต้ดิน และบ่อบาดาลน้ำตื้นพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จ ครอบคลุมทุกพื้นที่เป้าหมาย ภายในระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี ทั้งนี้เพื่อรับมือกับภาวะเอลนิญโญ่และความมั่นคงทางอาหาร
ที่ดินทำกินของเกษตรกร
- สำหรับปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรยากจนที่มีความขัดแย้งยืดเยื้อเรื้อรังระหว่างคนอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน ถือเป็นปัญหาความยากจนและเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างที่สำคัญอีกประการหนึ่ง รัฐบาลควรใช้กลไกคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และกรอบแนวทางของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในด้านป่าไม้และที่ดินฯ ซึ่งได้มีการแก้ไขปรับปรุงในช่วงแผนปฏิรูปประเทศที่ผ่านมา ให้เป็นกลไกและเครื่องมือในการจัดการปัญหากรณีที่ประชาชนครอบครองพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ จำนวน 215 ป่า 3,970 หมู่บ้าน 4.7 ล้านไร่ และมีผู้ถูกดำเนินคดี 4.6 หมื่นราย ให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปีเช่นกัน

ข้อเสนอต่อส่วนราชการ
โซนนิ่งพื้นที่การเกษตร
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ควรขับเคลื่อนการปฏิรูปการเกษตรเป็นการต่อเนื่องจากแผนปฏิรูปใน 5 ปีแรก รวมทั้งแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการโซนนิ่งพื้นที่การเกษตร การลดพื้นที่ทำไร่ ทำนา และแปลงเกษตรมูลค่าต่ำ ปรับเปลี่ยนไปสู่การปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ และประมงที่มีมูลค่าสูงอย่างมุ่งมั่นจริงจังเพื่อให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างน้อยร้อยละ 20 ภายใน 5 ปี
ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย
- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.) นอกเหนือจากภารกิจการสงเคราะห์ช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่เปราะบาง ผู้ยากลำบาก และผู้ถูกทอดทิ้งในเรื่องทั่วไปแล้ว ควรขับเคลื่อนประเด็นความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยสำหรับคนจน-คนไร้บ้านทั่วประเทศ โดยมีหน่วยงานการเคหะแห่งชาติและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นกลไกหลัก ทำงานแบบสานพลังกับองค์กรภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยแบบประหยัด คุ้มแดดคุ้มฝน ถูกสุขอนามัย สำหรับผู้ยากลำบาก 1 แสนยูนิต ภายใน 5 ปี
แก้ความยากจนเชิงพื้นที่
- กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อ.ว.) ในฐานะหน่วยงานมันสมอง ข้อมูลและองค์ความรู้ ซึ่งมีหน่วยบริหารจัดการทุนด้านวิจัยระดับพื้นที่ (บพท.) เป็นกลไกร่วมขับเคลื่อนขจัดความยากจนที่มีนัยสำคัญ ควรขยายรูปแบบโครงการ 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด และวิธีการทดลองและพัฒนาโมเดลนำร่องการแก้ปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ (sand box) ที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิผลการแก้ปัญหาความยากจนมาแล้วในพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัด ไปให้ครอบคลุมทุกจังหวัดของประเทศ โดยบูรณาการการทำงานกับ ศจพ.จ. อย่างใกล้ชิด
ข้อเสนอต่อองค์กรปกครองท้องถิ่น
บทเรียนรู้การขจัดความยากจนแบบจีน
- ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ โดยเฉพาะเทศบาล และ อบต. ควรศึกษาบทเรียนรู้การขจัดความยากจนแบบจีน โดยมีวิสัยทัศน์และเจตจำนงที่มั่นคงในการขจัดปัญหาของคนยากจนในพื้นที่รับผิดชอบของตนให้สำเร็จ ภายใต้กรอบหน้าที่และอำนาจ ตลอดจนทรัพยากรของท้องถิ่น อีกทั้งควรส่งเสริมให้มีการแข่งขันกันสร้างผลงานเชิงนวัตกรรม เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างและสร้างแรงบันดาลใจแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง
ข้อเสนอต่อภาคธุรกิจเอกชนและประชาสังคม
เข้าร่วมสนับสนุนโครงการ
- ภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) และกิจการรับผิดชอบต่อสังคม(CSR) ควรเข้าร่วมสนับสนุนโครงการ กิจกรรม และนโยบายต่างๆของรัฐ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคและรัฐบาลในการขจัดปัญหาความยากจน ในรูปแบบที่หลากหลายและสร้างสรรค์
ขับเคลื่อนเครือข่ายจิตอาสา
- ภาคประชาสังคม ควรมีบทบาทพัฒนาและขับเคลื่อนเครือข่ายจิตอาสาประจำพื้นที่ เช่น โครงการ 1 อำเภอ 1 เครือข่ายจิตอาสา เพื่อเฝ้าระวังปัญหาคนยากจนที่ถูกทอดทิ้งในระดับชุมชนและท้องถิ่น สำรวจปัญหา ค้นหากลุ่มเป้าหมาย ชี้เป้า และมีส่วนร่วมดำเนินการแก้ปัญหาแบบสานพลัง.
หมอพลเดช ปิ่นประทีป / 30 ธันวาคม 2566
