“ประชาคมวัดยิ้ม บนเส้นทางวิสุงคามสีมา”

บนเส้นทางประชาสังคม (30) โดย หมอพลเดช

“ประชาคมวัดยิ้ม บนเส้นทางวิสุงคามสีมา”

ปัญหาที่ดินของวัด

วัดพุทธศาสนาที่อยู่ใน 76 จังหวัดนอกกรุงเทพฯ ส่วนที่มีตราตั้ง 46,120 แห่ง ยังมีปัญหาอันเนื่องมาจากไม่มีโฉนดที่วัด จำนวน 28,087 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 60.9 ทั้งที่เป็นวัดเก่าแก่อายุนับร้อยปี เป็นเหตุไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ไม่มีสถานะนิติบุคคล ถูกปฏิบัติเสมือนหนึ่งเป็นวัดเถื่อน แต่ชาวบ้านเรียกวัด เพราะมีพระและเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

โฉนดที่วัด เป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินของวัด โดยมีเอกสารสิทธิ์ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ถูกเก็บรักษาไว้ที่หน่วยงานที่กำหนด และมีการคุ้มครองเป็นพิเศษเพื่อรักษาไว้ให้เป็นสมบัติทางศาสนาอย่างถาวร  เช่น โฉนดที่ดิน หรือ นส.3 

ที่ดินวัด มี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ที่วัด คือที่ดินที่เป็นที่ตั้งของวัดโดยเฉพาะ, ที่ธรณีสงฆ์ คือ ที่ดินที่เป็นสมบัติของวัด เช่นมีผู้บริจาคอุทิศให้วัดแต่ไม่ใช่ที่ตั้งวัด และ ที่กัลปนา คือที่ดินที่เจ้าของอุทิศเพียงผลประโยชน์จากที่ดินนั้นให้แก่วัดหรือพระศาสนา โดยไม่ใช่ทรัพย์สินของวัด

วิสุงคามสีมา

วัด เป็นสถาบันชุมชนที่สำคัญประเภทหนึ่ง แต่ละศาสนาต่างมีวิถีในการดูแลทำนุบำรุงสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจที่แตกต่างกันไป สำหรับสังคมไทยมีพุทธศาสนาเป็นที่ยึดมั่นศรัทธาของคนส่วนใหญ่ รัฐธรรมนูญให้สิทธิและเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา รวมทั้งมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) เป็นกรอบกฎหมาย

ในมาตรา 9 บัญญัติว่า “ผู้ใดจะสร้างวัดขึ้นใหม่ต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อนจึงจะสร้างได้” โดยกำหนดขั้นตอนการสร้างวัด และบัญญัติเรื่องการพระราชทานวิสุงคามสีมาไว้ จึงทำให้วัดที่สร้างขึ้นในภายหลัง หากมิได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วก็ไม่มีฐานะเป็นวัดที่ชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ได้บัญญัติวัดไว้สองประเภท คือ วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา กับ สำนักสงฆ์

ในสมัยโบราณ เขตวิสุงคามสีมามีความสำคัญมาก ใครเข้าไปอยู่ในเขตนี้แล้วเป็นอันพ้นภัยราชการ พ้นภัยแผ่นดินเพราะเป็นเขตสงฆ์ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชประชวรหนักใกล้จะสวรรคต นิมนต์สมเด็จพระสังฆราชมาพร้อมทั้งพระสงฆ์ให้ครบทำสังฆกรรมได้ ทรงประกาศยกวังถวายให้เป็นของสงฆ์ เพื่อให้รอดจากการถูกจับฆ่า

ประชาคมวัดยิ้ม 

โครงการวัดยิ้ม เป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่มุ่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของวัด พระสงฆ์ กรรมการวัด และศรัทธาวัดหรือบรรดาญาติโยมที่เป็นสมาชิกวัด วัดเหล่านี้รอคอยการจัดการปัญหามานานกว่า 80-200 ปี โดยที่ผ่านมาไม่เคยมีหน่วยราชการใดช่วยแก้ไขปัญหาให้วัดได้ ชุมชนจึงต้องหันมาช่วยตัวเองและพึ่งพากันเอง

ปัญหาที่คาราคาซังอยู่เช่นนี้ ส่วนใหญ่เนื่องมาจากหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาจเนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจ การปัดความรับผิดชอบ และไม่กล้าใช้ดุลพินิจดำเนินการตามกฎหมาย วัดที่ไม่มีโฉนดที่ดินจึงไม่สามารถสร้างอุโบสถและขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ไม่สามารถทำพิธีบวชพระภิกษุ สวดปาติโมกข์ และทำพิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน

ปัจจุบัน ประชาคมวัดยิ้มมีผลงานออกโฉนดวัดดังๆ เพิ่มขึ้น เช่น ที่กาญจนบุรี 4 แห่ง สุพรรณบุรี 2 แห่ง ขอนแก่น 5 แห่ง อาทิ วัดบ้านหลุมหิน อ.พนมทวน วัดนรรัตนาราม อ.เดิมบางนางบวช วัดธาตุพระอารามหลวงและวัดป่ารัตนมงคล อ.เมืองขอนแก่น รวมทั้งวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ ชัยภูมิ และวัดพระพุทธบาทบัวบก อ.บ้านผือ อุดรธานี ทำให้เครือข่ายฯขยายวงออกไปเป็นระลอกคลื่น

ที่พึ่งชาวรากหญ้า

ก้องภพ (สุขอนันต์) วังสุนทร  ดุษฎีบัณฑิตในด้านการบริหารการพัฒนา (ในบริบทสังคมไทย) จากมหาวิทยาลัยนอร์ท – เชียงใหม่ ผู้นำผลงานวิจัยดุษฎีนิพนธ์มาพัฒนาต่อยอดเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นกับความเข้มแข็งของชุมชนในทุกมิติ และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ “ก้องภพโมเดล (G -Model) เศรษฐกิจฐานราก ๔.๐” 

เขาเคยเป็นคณะทำงานของสมาชิกวุฒิสภาในด้านการรับเรื่องราวร้องทุกข์ร้องเรียนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิรูปการเมือง ต่อมาได้จัดตั้ง องค์การสืบสวนการทุจริต (Fraud Investigation Organization : FIO) อันเป็นการใช้สิทธิของพลเมืองตามที่กำหนดในมาตรา 42 ของรัฐธรรมนูญ มุ่งการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น รวมทั้งตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ และการอื่นใดบรรดาที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน 

กลุ่มพวกเขา มีผลงานช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อนอย่างหลากหลาย อาทิ ดำเนินคดีปุ๋ยกองทุนหมู่บ้าน ที่อุบลราชธานี, คดีโกงเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ที่มหาสารคาม, คดีโรงงานไฟฟ้าขยะส่งกลิ่นเหม็น ที่สมุทรสาคร, ร่วมกับนายอำเภอสีคิ้วแก้ปัญหาชาวบ้านบุกรุกที่สาธารณะ ที่นครราชสีมา, ช่วยชาวบ้านจัดการปัญหาทุจริตกองทุนหมู่บ้านที่กาฬสินธุ์ จนได้เงินคืนหลังร้องเรียนหน่วยงานรัฐหลายปีไม่เกิดผล, ทวงคืนที่สาธารณประโยชน์บึงพุดซา อ.เมืองนครราชสีมา, ช่วยฟ้องร้องคดีดัง หมอบริจาคที่ดินให้วัดแล้วทวงคืน ร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีแต่ไม่คืบหน้า สุดท้ายศาลปกครองพิพากษาให้วัดชนะคดี, ฯลฯ 

ด้วยวิธีการช่วยเหลือชาวบ้านจนเกิดผลสัมฤทธิ์เช่นนี้ ทำให้พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีต รมว.กลาโหม ตั้งฉายาว่า “ด็อกเตอร์บ้านนอก”  มี ดร.จุลสัน ทันอินทร์อาจ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยภูมิ และกิตติชัย หอมชื่นจิตร ร่วมเป็นแกนนำ จนชาวบ้านก็ยกย่องให้เป็น “ที่พึ่งของชาวรากหญ้า”

บนเส้นทางโฉนดที่ดินวัด

จากการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม รายแล้วรายเล่า เขาพบช่องว่างที่เกิดจากข้าราชการไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้านหนึ่งเป็นเพราะขาดความรู้ความเข้าใจในเจตนารมณ์ของกฎหมาย อีกด้านหนึ่งขาดสำนึกรับใช้ประชาชน ขาดความรับผิดชอบ ไม่กล้าตัดสินใจดำเนินการในกรอบหน้าที่และอำนาจของตน 

เครือข่ายองค์การสืบสวนการทุจริตกำลังเป็นตัวแบบของกลุ่มพลเมืองจิตอาสา ที่ลุกขึ้นมาช่วยแก้ปัญหาโฉนดวัด ที่หน่วยราชการเพิกเฉย-ละเลยกันมานาน ทั้งที่วัดเหล่านี้เกิดมาก่อนและได้รับความคุ้มครองจาก พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ก่อนหน้าจะมีกฎหมายป่าไม้และกฎหมายที่ดินใดๆตามที่ชอบอ้างกันในขณะนี้.

……………………

“No great mind has ever existed without a touch of madness.”(Aristotle)

ไม่มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ใดที่ปราศจากความบ้าคลั่งเล็กๆ.

……………………