รายงานประชาชน โดย ส.ว.พลเดช (ฉบับที่ 23) “ถ่ายโอนสถานบริการสู่ท้องถิ่น ปี 2562”

จำนวนโรงเรียนที่ถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่น

รายงานการศึกษาไทย พ.ศ. 2561 ระบุว่า มีนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย คิดเป็นจำนวนคนและอัตราส่วนร้อยละของนักเรียนทั้งประเทศ ดังนี้

  • ปี 2556  1,949,232 คน (16.0%)
  • ปี 2557  1,949,482 คน (16.4%)
  • ปี 2558  1,953,444 คน (16.5%)
  • ปี 2559  1,600,104 คน (13.6%)
  • ปี 2560  1,681,065 คน (15.3%)

รายงานของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี 2552  ฉายภาพสถานการณ์ในการโอนโรงเรียน สพฐ. ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้

  • ปี 2548 มีโรงเรียนที่ อปท.ดำเนินการอยู่จำนวน 955 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 3.7
  • ปี 2549 โอนเพิ่ม 454 แห่ง
  • ปี 2550 โอนเพิ่ม 294 แห่ง
  • ปี 2551 โอนเพิ่ม 20 แห่ง และ
  • ปี 2552 โอนเพิ่ม 61 แห่ง สาเหตุที่มีความล่าช้าเพราะความไม่ชัดเจนในการถ่ายโอนสถานศึกษา

สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่สังกัด สพฐ.  ปี 2562 พบว่ามีโรงเรียน 15,158 โรงเรียน มีนักเรียนทั้งหมด 981,831 คน มีครูทั้งหมด 103,079 คน นอกจากนั้น ยังพบว่า มีโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีนักเรียน แต่ยังไม่สามารถยุบเลิกได้ จำนวนทั้งสิ้น 305 โรงเรียน

“สาเหตุที่โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ไม่มีนักเรียน เนื่องจากนักเรียนถูกควบรวมไปเรียนในโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งแล้ว แต่ในส่วนของอัตราครู และ ผอ. ไม่ได้ถูกโอนย้ายตามนักเรียนไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ต้องมาหารือเพื่อเกลี่ยจำนวนอัตราครู และ ผอ.ให้มีความเหมาะสม  ส่วนที่ไม่สามารถยุบเลิกได้นั้น เพราะว่าการยุบโรงเรียนต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสถานศึกษาต้องผ่านความเห็นชอบจากชุมชนก่อน”

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อประเด็นการถ่านโอนโรงเรียนให้ท้องถิ่น

ข้อมูลในปี 2556-2560 ทั่วประเทศยังคงมีนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย เพียงแค่ 16.0% เท่านั้น  สถานการณ์ในการโอนโรงเรียนสพฐ.ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลดลงตามลำดับ จากปี 2548 ถึง 2561 สาเหตุที่มีความล่าช้าเพราะความไม่ชัดเจนในนโยบายการถ่ายโอนสถานศึกษา 

ในขณะเดียวกัน ปี 2562 ยังมีโรงเรียน สพฐ. ที่มีขนาดเล็กในประเทศไทยอยู่ 15,158  แห่ง มีโรงเรียนขนาดเล็กมาก ที่ไม่มีนักเรียน แต่ยังไม่สามารถยุบเลิกได้ จำนวน 305 แห่ง

เนื่องจากประเด็นการปฏิรูปการศึกษามีรายละเอียดที่สลับซับซ้อน โดยเฉพาะในเรื่องทิศทางและจังหวะก้าวการปฏิรูปการศึกษาในระดับท้องถิ่น ซึ่งการถ่ายโอนโรงเรียนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและเร่งรัดให้เกิดความชัดเจนต่อไป

จำนวนสถานีอนามัย และ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่น

นับตั้งแต่ปี 2542 ที่มีการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอาจสู่ท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุขได้โอนสถานีอนามัยไปให้แก่อบต.และเทศบาลเพียงแค่ 51 แห่ง (จากทั้งหมด  9,826 แห่ง) คิดเป็นร้อยละ 0.5 เท่านั้น

ปี 2561-2562 มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หลายแห่ง ได้แจ้งความจำนงมายังกระทรวงสาธารณสุขในการขอรับโอนสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (รพ.สต.) ไปอยู่ในสังกัด ตามนโยบายการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสังกัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542

ในเรื่องนี้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้เคยทำการศึกษา ชี้ว่าทางเลือกในการถ่ายโอน รพ.สต. ไปให้ อบจ. จะเป็นทางเลือกที่เป็นการแก้ปัญหาที่ อบต. และเทศบาลขาดศักยภาพทางการเงินและการจัดการ เพราะ อบจ. มีภาระน้อยกว่าและมีสถานะการเงินที่ดีกว่า ซึ่งรูปแบบนี้ไม่ได้ห้ามหรือกีดกันการถ่ายโอน รพ.สต. แก่ อบต. และเทศบาล ที่มีศักยภาพเพียงพอหรือไม่มีปัญหาทางการเงิน

ทางเลือกนี้จึงเป็นเสมือนทางเลือกเสริม ที่กระทรวง สธ. สามารถใช้ถ่ายโอนได้เช่นเดียวกับการถ่ายโอนแก่ อบต.และเทศบาล เพราะมีกฎหมายรองรับ

ข้อเด่น คือ อบจ. มีสถานะการเงินเข้มแข็ง ศักยภาพการบริหารจัดการที่มากกว่า อาจประสานงานกับส่วนกลางได้ง่าย บุคลากรใน รพ.สต. สามารถโยกย้ายกันได้ภายในจังหวัด  แต่อาจมีข้อจำกัดจากการบริหารท้องถิ่นที่อยู่ในระดับสูง จะมีความใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่น้อยลง การกำกับ รพ.สต. อาจทำได้ไม่ครอบคลุม บุคลากรไม่เพียงพอติดตามกำกับและอาจสร้างกำแพงบริการที่ไม่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัด หรือ เกิดการกีดกันการส่งต่อข้ามจังหวัด

ส่วนทางเลือกการถ่ายโอน รพ.สต. ไปให้ อบต.และเทศบาล มีข้อเด่น คือ มีกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจรองรับ เกิดการบริการตอบสนองต่อประชาชนในพื้นที่ เกิดความคล่องตัวในการบริหาร ผู้นำท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการนำพาการพัฒนาระบบสุขภาพโดยอาศัยภาษีท้องถิ่นอุดหนุน

การเข้าถึงบริการง่ายขึ้นและกระตุ้นให้เกิดการซื้อและจัดบริการพื้นที่ เกิดงานด้านสาธารณสุขเชิงรุก เช่น การเยี่ยมบ้านดีขึ้น เพราะเป็นการสร้างฐานเสียงและมีข้อมูลเชิงลึกในการดำเนินงานของนักการเมืองท้องถิ่น  ซึ่งข้อมูลในปี 2562 พบว่า มี อบต.และเทศบาลทั่วประเทศ แสดงความจำนงในการขอรับการถ่ายโอน รพ.สต. 130 แห่ง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลงานวิจัยประเมินผลการถ่ายโอน รพ.สต. จำนวน 51 แห่งให้ อบต./เทศบาล ที่ผ่านมาพบว่า คุณภาพการบริการประชาชนใน รพ.สต. อยู่ในระดับเดิมหรือดีกว่าเล็กน้อย ผู้บริหาร อปท. พร้อมที่จะรับการถ่ายโอน ส่วนบางแห่งยังมีข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ในการจัดการ

 ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อการถ่านโอนสถานีอนามัยให้ท้องถิ่น

การถ่ายโอน รพ.สต.ไปให้แก่ อบจ. น่าจะเป็นทางเลือกที่สามารถแก้ปัญหาข้อจำกัดของ อบต.และเทศบาลที่มักจะมีขนาดเล็กและขาดศักยภาพทางการเงินและการจัดการ  เพราะข้อเด่น คือ อบจ. มีสถานะการเงินเข้มแข็ง ศักยภาพการบริหารจัดการที่มากกว่า ประสานงานกับส่วนกลางและภูมิภาคได้ง่าย รวมทั้งในเงื่อนไขที่ รพ.สต. ถ่ายโอนไปอยู่กับ อบจ. แบบ “เป็นพวง” เช่นนี้

ทำให้บุคลากรสามารถโยกย้ายสลับกันได้ภายในจังหวัดได้ง่ายขึ้น แต่ข้อจำกัดที่ควรระมัดระวังคือความใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่จะต้องไม่น้อยลง จะต้องแสดงให้เห็นได้ว่ายิ่งดีขึ้นกว่าเดิมและระวังมิให้เกิดกำแพงการให้บริการที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัด ไม่ให้เกิดการกีดกันการส่งต่อข้ามจังหวัด

อย่างไรก็ตามในเรื่องการถ่ายโอนสถานีอนามัยและรพ.สต.ในฐานะระบบบริการปฐมภูมิเช่นนี้ ควรจะต้องติดตามแนวทางและจังหวะก้าวตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด.

นพ.พลเดช  ปิ่นประทีป / 15 กันยายน 2563