กระจายฐานอุตสาหกรรม สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น | จีนแก้จน (ฉบับที่ 12)

การปฏิรูปเศรษฐกิจจีน หมายถึงนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็น สังคมนิยมในแบบจีน  ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1978 โดยกลุ่มนักปฏิรูปภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดยเติ้ง เสี่ยวผิง

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 อดัม สมิธ เคยอ้างอิงว่า จีนคือหนึ่งในชาติที่ร่ำรวยที่สุดมาช้านานและเป็นหนึ่งในชาติที่อุดมสมบูรณ์ เจริญรุ่งเรือง มีความเป็นเมือง และมีอุตสาหกรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กล่าวกันว่าก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 จีนมีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและก้าวหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  แต่กลับมาถดถอยลงในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 แม้ว่าจะมีช่วงฟื้นตัวสั้น ๆ ในบางช่วงก็ตาม

กระจายฐานอุตสาหกรรม สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น  จีนแก้จน (ฉบับที่ 12)

ปฏิรูปเศรษฐกิจ

การปฏิรูปเศรษฐกิจที่ใช้หลักการตลาดของจีน เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1978 ซึ่งแบ่งออกเป็นสองระยะ 

ระยะแรก ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 – 1980  จีนได้ถ่ายโอนภาคเกษตรกรรมกลับคืนสู่ประชาชนเป็นรายปัจเจกบุคคล เปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติ และอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นและเป็นเจ้าของธุรกิจได้ อย่างไรก็ตามในช่วงนั้นรัฐบาลยังคงเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมส่วนมากในประเทศอยู่เช่นเดิม

ระยะที่สอง ช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 – 1990  ได้เริ่มโอนกิจการของรัฐไปเป็นของเอกชน ทำสัญญาให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในอุตสาหกรรมที่รัฐเป็นเจ้าของ รวมทั้งยกเลิกมาตรการควบคุมราคาสินค้า นโยบายปกป้องธุรกิจและกฎระเบียบหลายอย่าง แต่ยังคงมาตรการเหล่านี้ไว้ตามเดิมเฉพาะในธุรกิจภาคธนาคารและปิโตรเลียม ส่งผลให้ธุรกิจภาคเอกชนเติบโตขึ้นอย่างมาก จนมีระดับร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี ค.ศ. 2005 

ตั้งแต่ ค.ศ. 1978 จนถึง 2013 เศรษฐกิจจีนเติบโตในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เฉลี่ยร้อยละ 9.5 ต่อปี แต่หลังจากปี ค.ศ. 2005 รัฐบาลของนายหู จิ่นเทา และนายเวิน เจียเป่า หันกลับมากำกับและควบคุมระบบเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้มีผลลบล้างต่อการปฏิรูปดังกล่าวไปบางส่วน

ความสำเร็จจากนโยบายและความริเริ่มทางเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อสังคมจีน ทั้งนี้โครงการขนาดใหญ่ที่วางแผนโดยรัฐบาล บวกกับลักษณะตลาดที่เปิดกว้างขึ้น ช่วยให้จีนสามารถลดภาวะความยากจนลงได้มาก แต่ในขณะเดียวกันกลับทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและรายได้ขยายตัวมากกว่าเดิม จนถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลให้ฝ่ายซ้ายใหม่ของจีนกล่าวโจมตีและวิจารณ์รัฐบาล 

ส่วนนักวิชาการในแวดวงรัฐบาล ต่างพากันโต้เถียงถึงสาเหตุความสำเร็จจากนโยบายเศรษฐกิจแบบ “คู่ขนาน” นี้ของจีน และนำไปใช้เป็นกรณีเปรียบเทียบกับความพยายามปฏิรูประบบสังคมนิยมในประเทศยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียต รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ อีกด้วย

กระจายฐานอุตสาหกรรม

ในห้วง 40 ปี หลังจากที่จีนเปิดประเทศและพัฒนาเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมในแนวฝั่งทะเลภาคตะวันออกจนประสบความสำเร็จและขยายไปสู่เมืองชายฝั่งอีกนับร้อยแห่งแล้วนั้น มีนโยบายหนึ่งที่นับว่าได้ส่งผลต่อการเอาชนะความยากจนในชนบททั่วทั้งประเทศก็คือ การขยายฐานอุตสาหกรรมจากภาคตะวันออกสู่ภาคตะวันตกและเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ ในทั่วทุกภูมิภาค รวมประมาณ 1 แสนแห่ง อันเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นให้แข็งแรง เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้

สาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถก้าวพ้นจากความยากจนได้ ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจจากการเกษตรมาเป็นระบบอุตสาหกรรม ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั่วโลก โดยในแต่ละปีสาธารณรัฐประชาชนจีนมีอัตราการเจริญเติบโตในประเทศร้อยละ 10 ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา 

มีปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ 

1. การลงทุนในประเทศ โดยการดึงดูดนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในด้านต่างๆ ทำให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

2. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง 

3. การยกระดับเทคโนโลยี นำข้อมูลต่าง ๆ มาช่วยในการบริหารจัดการให้เกิดเป็นประโยชน์แก่ประเทศ

ปฏิรูปประเทศ

ในการบริหารประเทศ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงไม่ได้มุ่งเน้นแต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว ยังได้มีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ในอีกหลายเรื่อง จึงเป็นปัจจัยที่หนุนเสริมซึ่งกันและกัน อาทิ

1. การป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังและให้เป็นรูปธรรม

2. การแก้ปัญหาความยากจนแบบมุ่งเน้นเป้าหมาย 

3. การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับคุณภาพของอากาศที่ดี

แข็งแรงช่วยอ่อนแอ รวยช่วยจน

สำหรับการประกาศความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาความยากจน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกัน ผ่านกลไกพรรคคอมมิวนิสต์ โดยมอบหมายให้รองประธานาธิบดีเป็นประธานและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับความยากจนร่วมเป็นคณะกรรมการ มีสำนักงานกลางอยู่ที่เมืองปักกิ่ง มีการออกนโยบายต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอและกระจายไปยังมณฑลต่าง ๆ 

การดำเนินการในเรื่องการแก้ไขความยากจน จีนได้ใช้เงินในปริมาณที่สูงมาก รัฐบาลกลางสนับสนุนร้อยละ 66 ของงบประมาณทั้งหมด ส่วนอีกร้อยละ 34 เป็นงบประมาณของท้องถิ่นที่ดำเนินการด้วยตนเอง นอกจากนั้น รัฐบาลกลางยังให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นของแต่ละมณฑลสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินของตัวเอง และรัฐบาลให้ไฟเขียวกับท้องถิ่นทำการกู้เงินได้ 

อีกทั้งยังมีการระดมเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาเสริมอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเช่นกรณีโครงการ 10,000 บริษัท ช่วยเหลือ 10,000 หมู่บ้าน หรือกรณีโครงการเมืองพี่ช่วยเมืองน้อง เช่นกรณีมณฑลเจ้อเจียงหรือมณฑลกวางตุ้งที่มีคนรวยจำนวนมาก ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยงานในมณฑลยูนาน ทั้งในด้านการวางแผนแก้ปัญหาความยากจน และการลงทุนโครงการต่างๆ  ข้าราชการที่ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นและครัวเรือนที่ยากจนจะได้รับความดีความชอบเป็นพิเศษ.

พลเดช ปิ่นประทีป / 28 พฤศจิกายน 2566