1 อำเภอ 1 โรงเรียนแก้จน

รายงานประชาชน ฉบับที่ 8/2567

งานเด่นชิ้นหนึ่งของคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ในวุฒิสภา ชุดที่ 12 ระหว่างห้วงเวลา พ.ศ. 2562 – 2567 คือเรื่องการจัดการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ กรณีเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนา

” 1 อำเภอ 1 โรงเรียนแก้จน “

ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับประเทศกำลังพัฒนามายาวนาน ไม่เพียงในสังคมไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ยังคงมีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก แม้องค์การสหประชาชาติ หรือ UN ยังให้ความสำคัญต่อความยากจนเป็นเป้าหมายที่ 1 และการศึกษาเป็นเป้าหมายที่ 4 ของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ระบบการศึกษามีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาคุณภาพประชากรและทรัพยากรมนุษย์ คณะกรรมาธิการได้ทำการศึกษาพิจารณารูปแบบการศึกษาของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาความยากจน และสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคมเป็นที่ประจักษ์และยอมรับกันไปทั่วโลก

โดยเฉพาะประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แม้จะผ่านวิกฤตการเมือง เศรษฐกิจที่ล้มเหลว และความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2  แต่ก็ใช้เวลาเพียงแค่ทศวรรษเศษสามารถตัวได้ในทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง มีความเข้มแข็งมั่นคง ทั้งนี้ส่วนสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงของประเทศเขาคือการจัดการศึกษาแบบใหม่ (Re-education) 

เยอรมันใช้นโยบายและรูปแบบการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง (Civic education) เป็นเสาหลักสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบการตลาดเพื่อสังคม (Social market economy) และสร้างระบบการเมืองแบบมีส่วนร่วม (Participatory democracy) ของประเทศควบคู่กันไปอย่างบูรณาการ

อนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ได้มีการศึกษากรณีโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา เพื่อค้นหารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำสำหรับสังคมไทย พบว่าโรงเรียนในเครือข่ายใช้หลักการและแนวทางของการร่วมพัฒนา เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงเรียน ชุมชน และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 

การดำเนินงานของโรงเรียนแต่ละแห่งมีประเด็นงานที่น่าสนใจ มีเทคนิคการทำงานที่เกิดจากประสบการณ์ต่างๆ ของผู้บริหาร ครู และชุมชน ที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่ทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายสำคัญคือการให้นักเรียนมีทักษะชีวิต มีทักษะอาชีพ เป็นเยาวชนที่เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ

โดยเฉพาะ โรงเรียนมีชัยพัฒนาที่อำเภอลำปรายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้นแบบ ก่อตั้งและดำเนินการโดยมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ และสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน มีหลักการสำคัญที่มุ่งสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ เน้นสร้างคนดี ซื่อสัตย์สุจริต รู้จักแบ่งปัน เคารพคนทุกคน เรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม โดยยังคงใช้หลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ เพิ่มการสอนทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ

เน้นการสร้างทัศนคติและการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้กล่อมเกลาในการปฏิบัติร่วมกัน เปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนทั้งระบบ ทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุขและสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงในสังคม รวมทั้งเปลี่ยนจากโรงเรียนที่เคยเป็นเพียงสถานที่เรียนรู้ของเด็กไปเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับคนทุกวัย โรงเรียนจึงกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนไปโดยปริยาย

คณะกรรมาธิการฯ ได้ร่วมกับ อาจารย์มีชัย วีระไวทยะ เผยแพร่รูปแบบการศึกษาของโรงเรียนร่วมพัฒนาออกไปใน ปี 2565 – 2566 โดยมีโรงเรียนเข้าร่วม 20 แห่ง รวมทั้งโรงเรียนที่แจ้งความประสงค์เข้าร่วมอีก 87 แห่ง ใน 21 จังหวัด ซึ่งต้องรอความพร้อมจากงบประมาณสนับสนุนและเงินบริจาค ตามกำลังสนับสนุนที่ได้รับจากมูลนิธิ ภาคธุรกิจเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคมเป็นหลัก

ในด้านสถานการณ์เครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนา ที่ค่อยๆ ขยายตัวกันไปตามกำลังศรัทธาของสังคมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ได้มีโรงเรียนร่วมพัฒนาเกิดขึ้นแล้วจำนวน 300 แห่ง ใน 59 จังหวัด คณะกรรมาธิการฯเล็งเห็นว่ารูปแบบของโรงเรียนเช่นนี้ จะเป็นกลไกและเครื่องมือของสังคมและชุมชนท้องถิ่น ในการขจัดความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ในระดับรากฐาน จึงนำเสนอแนวคิดในเชิงนโยบาย “ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนแก้จน ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อำเภอยากจนและพื้นที่ชายแดนชายขอบที่ขาดโอกาส

ทั้งนี้ สังคมจะรอคอยนโยบายความเมตตาจากรัฐบาล หรือระบบงบประมาณแบบรวมศูนย์ของภาครัฐไม่ได้ แต่จะต้องอาศัยพลังความร่วมมือแบบ “บ้าน-วัด-โรงเรียน” หรือ บ-ว-ร อันเป็นจุดแข็งหรือทุนทางวัฒนธรรม เป็นตัวขับเคลื่อน

โดยเป็นที่น่ายินดีว่า ขณะนี้ในเบื้องต้น แนวคิดเชิงทิศทางนโยบายนี้ได้รับการขานรับจากท่านเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ นายก อบจ.ขอนแก่น และภาคประชาสังคมเพชรบูรณ์แล้ว ซึ่งเครือข่ายประชาคมจังหวัดทั้ง 3 พื้นที่ กำลังประสานพลังบ้าน-วัด-โรงเรียน อีกทั้งภาคธุรกิจ ส่วนราชการภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะขยายเพิ่มรวม 10 แห่ง เป็นหัวหอกการขับเคลื่อนแบบพึ่งตนเอง พึ่งพากันเอง ให้เป็นที่ประจักษ์. 

รายงานประชาชน โดย ส.ว.พลเดช ปิ่นประทีป
ฉบับที่ 08/2567 วันที่ 3 มิถุนายน 2567