ผภร. ผภสม. ผู้หนีภัยจากเมียนมา

รายงานประชาชน ฉบับที่ 7/2567

ในการประชุมครั้งสุดท้ายในวาระสมัยของวุฒิสภาชุดนี้ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 คณะกรรมาธิการการต่างประเทศได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องผู้หนีภัยการสู้รบและผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมาในประเทศไทย

ซึ่งสอดคล้องกับจังหวะสถานการณ์การเข้ายึดเมืองเมียวดี เมื่อ 2 วันก่อนหน้า โดยท่าน ส.ว.ถวิล เปลี่ยนศรี ประธานอนุกรรมาธิการฯเป็นผู้นำเสนอ 

“ผภร. ผภสม. ผู้หนีภัยจากเมียนมา”

วุฒิสภาห่วงสถานการณ์ยืดเยื้อ ยืนยันไม่ปล่อยให้กองทัพเมียนมาใช้ดินแดนตั้งฐานทัพได้ ย้ำไทยวางท่าทีเป็นกลาง ชงฝ่ายความมั่นคงให้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะ แนะรัฐบาลหามาตรการรองรับเพิ่มเติมสำหรับการหนี้ภัยอาจทะลักเข้ามา ให้สนใจแนวทางแก้ปัญหาชาวไทยที่ได้รับผลกระทบ การบุกพื้นที่ป่า เตือนคนไทยระวังการใช้โซเชียล หวั่นเป็นเหตุปะทะของแรงงานในประเทศ

ผู้หนีภัยจากเมียนมา มี 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ผภร. และ ผภสม.

ผภร. คือ ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา (Myanmar Displaced Persons) เป็นกลุ่มประชากรที่รับผลกระทบจากการสู้รบระหว่างรัฐบาลเมียนมาและกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ นับเนื่องมาตั้งแต่ประเทศเมียนมาได้รับเอกราชจากรัฐบาลอังกฤษในปี พ.ศ. 2491

จากข้อมูลรายงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ มี ผภร.เข้ามาอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวกว่าแสนคน ล่าสุดในปี 2565 มีผู้หนีภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ใน 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ แม่ฮ่องสอน 4 แห่ง ตาก 3 แห่ง กาญจนบุรี 1 แห่ง และราชบุรี 1 แห่ง รวมทั้งสิ้น 77,895 คน 

ส่วน ผภสม. คือ ผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมา (Myanmar People Fleeing the Unrest) หมายถึง กลุ่มที่หนีภัยเข้ามาภายหลังการเข้าควบคุมอำนาจในการบริหารประเทศจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน พร้อมทั้งจัดตั้งสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council -SAC) เป็นกลไกบริหารประเทศ

การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการปราบปรามกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยของ SACทำให้เกิดยกระดับความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านจากการชุมนุมประท้วงไปสู่การจัดตั้งกองกำลังป้องกันประชาชน (People Defense Force – PDF) เพื่อก่อกวนขัดขวางและก่อเหตุโจมตีรัฐบาลและกองทัพเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งขยายตัวไปในหลายกลุ่ม รวมทั้งชนกลุ่มน้อยในเมียนมาที่แสวงประโยชน์ในช่วงการปราบปรามทางการเมือง ส่งผลให้ประชาชนที่เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามชายแดนได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนใหญ่เป็นชนชาติกะเหรี่ยงและคะยา เข้ามาทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตาก 

กรณีการปะทะระหว่างทหารเมียนมากับกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA กะเหรี่ยงพทธก้าวหน้า  และระหว่างทหารเมียนมากับกองกำลัง KNDO องค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง ทำให้มี ผภสม. เดินทางเข้ามาในช่วงปี 2564 และ 2565 กว่า 16,000 คน ปัจจุบันได้เดินทางกลับแล้ว

มีข้อเสนอแนะให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม ร่วมกันศึกษาและทบทวนแนวทางแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและครอบคลุมทุกมิติ โดยไม่ให้ปัญหานี้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง 

เสนอให้กองทัพและฝ่ายปกครองดำรงแนวทางแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมาไว้ เช่น การปฎิบัติการด้านการข่าว การควบคุมควบคุมผู้หนีภัยสู้รบในเมียนมาไว้ในพื้นที่พักรอตามหลักมนุษยธรรม แยกกลุ่มควบคุมโรคระบาด เลี้ยงดูขั้นพื้นฐาน และส่งกลับภูมิลำเนาในเขตเมียนมาเมื่อสถานการณ์ปลอดภัย 

พร้อมทั้งควบคุมดูแลกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในเมียนมาในพื้นที่ไม่ให้มีกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทยกับเมียนมา หากปัญหายังไม่สงบลง มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น หรือมีจำนวนผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงการเกิดมีรัฐบาลพลัดถิ่น อาจไม่ใช่แค่เรื่องมนุษยธรรม รวมถึงมีประเทศมหาอำนาจเข้าไปแทรกแซง ทั้งจีนหรืออินเดียหรือสหรัฐอเมริกา 

ปัญหาที่สลับซับซ้อนย่อมส่งผลต่อท่าทีของไทย โดยเฉพาะรัฐฉานมีกองกำลังของชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม ทั้งว้า ไทยใหญ่ มูเซอ ฯลฯ และมีคนไทยเข้าไปลงทุนและมีผลประโยชน์ในพื้นที่ อาจทำให้มีปัญหาซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนั้น ในโซเชียลมีเดียเริ่มมีข้อความที่ส่งผลต่อความร้าวลึก สร้างความบาดหมางต่อความรู้สึกของผู้หนีภัยฯและชุมชนแรงงานเมียนมา คนไทยควรระมัดระวังการใช้ถ้อยคำในสื่อโชว์โซเชียล ช่วยกันดำรงความเป็นกลางของประเทศและผูกมิตรกับทุกฝ่าย สมเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองที่เพื่อนบ้านหนีร้อนมาพึ่งเย็น

ประธานอนุกรรมาธิการฯยืนยันหลักการว่า “กองทัพเมียนมาจะไม่สามารถใช้ดินแดนของไทยเข้ามาตั้งฐานทัพการสู้รบได้ และย้ำถึงแนวทางการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมายึด 5 ข้อหลักของอาเซียน จึงอยากให้วุฒิสภาชุดต่อไปศึกษารายละเอียดและสถานการณ์เพิ่มเติมในอนาคต”

ทั้งนี้ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยสะสมกว่า 77,000 คน และปิดพื้นที่พักพิง 4 จังหวัด ส่วนผู้อพยพหนีภัยรายใหม่ที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์รัฐประหารในเมียนมาให้ยึดแนวทางที่ดำเนินมา เมื่อสถานการณ์ในเมียนมาสงบเรียบร้อยก็ให้เดินทางกลับประเทศไป.

รายงานประชาชน โดย ส.ว.พลเดช ปิ่นประทีป
ฉบับที่ 07/2567 วันที่ 27 พฤษภาคม 2567