ประชาคมลพบุรี เส้นทางนารายณ์เพื่อการพัฒนา

บนเส้นทางประชาสังคม (28) โดย หมอพลเดช

ประชาคมลพบุรี เส้นทางนารายณ์เพื่อการพัฒนา

“วังนารายณ์คู่บ้าน ศาลพระกาฬคู่เมือง ปรางค์สามยอดลือเลื่อง เมืองแห่งดินสอพอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เกริกก้อง แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์”

ละโว้ ลวะ ลวปุระ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 ปี มีหลักฐานทางโบราณคดี เอกสารและจารึกจำนวนมาก ในพงศาวดารเหนือกล่าวถึง พระยากาฬวรรรณดิศ ให้พราหมณ์ยกพลมาสร้างเมืองละโว้ ตั้งแต่ พ.ศ. 1002 ตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวถึงการสร้างเมืองหริภุญไชยในปี พ.ศ. 1204 ส่งทูตล่องลำน้ำปิงมาทูลขอเชื้อสายกษัตริย์มอญเมืองละโว้ จึงส่งนางจามเทวี พระธิดาไปครองเมือง

พุทธศตวรรษที่ 16–18 ละโว้ตกอยู่ภายใต้อำนาจทางการของอาณาจักรขอม ต่อมาขอมอ่อนแอลง รัฐทั้งหลายต่างปลีกตัวเป็นอิสระ ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ปรากฏหลักฐานว่าพระเจ้าอู่ทองเคยครองราชย์ที่นี่ ก่อนย้ายไปสถาปนาอาณาจักรอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสถาปนาเป็นราชธานีที่สอง รุ่งเรืองถึงขีดสุด หลังจากนั้นก็ขาดความสำคัญลงมาก จนกระทั่งรัชกาลที่ 4 ได้โปรดสถาปนาเป็นเมืองลพบุรี 

จังหวัดลพบุรีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ 124 ตำบล 1,122 หมู่บ้าน อบจ. 1 แห่ง เทศบาลเมือง 3 แห่ง เทศบาลตำบล 19 แห่ง และ อบต. 103 แห่ง มีประชากรรวม 725,266 คน มีองค์กรชุมชน 2,100 แห่ง ชุมชนเข้มแข็ง 47 กรณีศึกษา เครือข่ายจิตอาสาประชารัฐ 33 กลุ่ม และพบผู้ยากลำบาก 1,126 ราย

บนเส้นทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม

รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก อดีตผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตรี เคยเป็นผู้อำนวยการในสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มีประสบการณ์เป็นเลขานุการและทำงานใกล้ชิดกับท่านอาจารย์เอกวิทย์ ณ ถลาง หมอประเวศ วะสี และอำนวย จั่นเงิน เป็นต้น ทำให้เข้าใจและเห็นคุณค่าการเสริมพลังจากศักยภาพและทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยกระบวนการ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” อย่างลึกซื้ง

เขามีโอกาสร่วมกิจกรรมเวทีประชาสังคมไทย เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่เครือข่ายโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ในฐานะประธานหลักสูตรยุทธศาสตร์การพัฒนา (ในระดับปริญญาโท) ได้ปรับวิธีการเรียนการสอนนักศึกษาที่เน้นการทำวิทยานิพนธ์ด้วยการวิจัยและพัฒนา (R&D) จากปัญหาและศักยภาพจริงของพื้นที่ แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากพื้นที่ร่วมเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และสอบวิทยานิพนธ์ในพื้นที่ที่ทำการวิจัยและพัฒนา 

เขาชักชวนลูกศิษย์ร่วมกันทำงานพัฒนาในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2548 และก่อตั้งสถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนาจังหวัดลพบุรี(เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์) ขึ้นในปี 2550 โดยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการจนถึงปัจจุบัน มุ่งเน้น 3 งานสำคัญ คือ “สานพลังเครือข่าย วิจัยส่งเสริม และเติมพลังปัญญา” ได้ร่วมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่ครั้งแรก (พ.ศ.2550) เป็นประธานกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขต 4 (ชุดแรก) มีโอกาสได้ร่วมคณะไปประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกที่กรุงเจนีวาในการประชุมครั้งที่ 65 (พ.ศ.2555) และเป็นกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ในนามผู้แทนองค์กรที่ไม่แสวงกำไรจากเขตสุขภาพที่ 4 ด้วย 

บนเส้นทางสายสมัชชาสุขภาพ

จุฑาพร พันธุ์วัฒนา  จบการศึกษามาเป็นพยาบาลใช้ทุนที่ รพ.มวกเหล็ก ย้ายไป สสจ. โคราชได้รับมอบหมายงานแผนงานและประเมินผลในยุค นพ.อุเทน จารณศรีและนพ.มงคล ณ สงขลา ร่วมทีมคิดค้นเครื่องมือ จปฐ. เพื่อใช้ในงานพัฒนาเป็นจังหวัดแรกของประเทศ เป็นงานที่ทำให้มีประสบการณ์การทำงานร่วมกับภาคียุทธศาสตร์ในภาพรวมของจังหวัด และเป็นผู้ประสานงานสาธารณสุขเขตอีสานใต้   ก่อนย้ายมาอยู่ สสจ.ลพบุรี  เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มงานสนับสนุนปฏิบัติการและติดตามประเมินผล สำนักงานป้องกันควบคุมโรค ที่ 4 สระบุรี  

เมื่ออายุ 49 ปี ลาออกจากราชการด้วยปัญหาสุขภาพ เริ่มทำงานครั้งแรกกับสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) เป็นทีมประเมินพื้นที่ต้นแบบด้านพลังงานฯของกระทรวงพลังงานส่วนภาคกลาง  และในยุคเริ่มการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) เป็นผู้ประสานสมัชชาสุขภาพในระดับเขต ได้รับฉันทามติให้เป็นผู้ประสานจังหวัดลพบุรี ในยุคสมัชชาปฏิรูป (สปร.)  เกิดกลุ่มคนต้นคิดจังหวัดลพบุรี จัดตั้งเป็น “สมาคมจิตอาสาสร้างสรรค์สุขภาวะลพบุรี”ทำหน้าที่เป็นกลไกเลขานุการฯ 

ปี 2563 ได้นำแนวคิดการแก้จนแบบพุ่งเป้ามาปรับใช้ในการทำงาน สช. และ สสส. ให้ทุน   เริ่มแรกร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาร่วมมือกับหน่วยภาคียุทธศาสตร์ของจังหวัดขับเคลื่อนประเด็นวาระจังหวัดหลายประเด็น  ปัจจุบันส่งเสริมสนับสนุนการปรับพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยง ไม่ให้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน และแก้ปัญหาขยะชุมชนเพื่อลดโลกร้อน  ในพื้นที่อำเภอเมือง และสระโบสถ์ มี รพ.สต. / อสม. และ อบต. เป็นแกนนำ ขับเคลื่อนด้วยดาต้า ใช้ยุทธศาสตร์จังหวัดเป็นกรอบ  สามารถช่วยแก้ความยากจนได้ในระดับตำบล/ครัวเรือน

จังหวัดลพบุรี ยังมีกลุ่มผู้นำทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เข้มแข็งอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ส่งต่อการทำงานกันมาแบบรุ่นต่อรุ่น หลายท่านได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นแพทย์ชนบทดีเด่นของประเทศ อาทิ อำพล จินดาวัฒนะ  นพพร พงษ์ปลื้มปิติคุณ  สันติ ลาภเบญจกุล  และประนอม คำเที่ยง เป็นต้น

บนเส้นทางชาติพันธุ์ไทยเบิ้ง

ไทยเบิ้งโคกสลุง มีอัตลักษณ์ 3 อย่าง คือ “สำเนียงเหน่อ สะพายย่าม และนามสกุลสลุง” ซึ่งมีประมาณ 60 สายตระกูล  

ประทีป อ่อนสลุง เป็นผู้นำชุมชนไทยเบิ้งที่โดดเด่นจากบ้านโคกสลุง ดำเนินงานมาร่วม 30 ปี ดูแลผู้สูงอายุด้วยฐานทุนทางวัฒนธรรม ส่งเสริม ป้องกัน เสริมสร้าง ดูแลรักษา ฟื้นฟูสภาพ และ สุขภาวะระยะสุดท้าย

 เขาเริ่มทำงานพัฒนาชุมชนในปี 2540 เมื่อชาวบ้านได้ค่าเวนคืนจากโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในอัตราสูง เกิดปัญหาคนรวยแบบข้ามคืน ภายในไม่กี่ปีเงินหมดก็หมดตัว กลายเป็นคนยากจน มีปัญหายาเสพติด(ยาม้า ยาบ้า) เปลี่ยนอาชีพไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นโดยรอบ ผัวเมียเปลี่ยนคู่ 

  ต่อมา เขาได้ความรู้และแนวคิดใหม่จากการเข้าร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาชีวิตสาธารณะ-ท้องถิ่นน่าอยู่ ของสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา(LDI) เรียนรู้โลกภายนอกด้วยทฤษฎี system thinking และรู้วิธีทำงานในเชิงยุทธศาสตร์ จึงหันกลับไปใช้ฐานทุนวัฒนธรรมชุมชนไทยเบิ้ง ฟื้นฟูงานทอผ้า งานจักสาน และงานอาหารพื้นบ้าน นอกจากนั้นยังมีเพลงพื้นบ้าน ของละเล่นพื้นบ้าน หมอพื้นบ้าน การตัดกระดาษ ความเชื่อและโบราณวัตถุ เป็นเรื่องวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน

 เขาจับประเด็นทรัพยากรผู้สูงวัย ทำหน้าที่เป็น facilitator ใช้กระบวน dialogue ทำให้ชุมชนรู้จักตัวตนของตัวเองผ่านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวชุมชน ทำ 5 เรื่องสำคัญ มุ่งความสุขร่วมของชุมชน ได้แก่ พัฒนาคน อนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน  พัฒนาการมีส่วนร่วม จัดการความรู้สร้างการเปลี่ยนแปลง และผู้ประกอบการชุมชน มีประเด็นและเครือข่ายการทำงานที่หลากหลาย โดยใช้ “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้ง” เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรมชุมชน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ท่องเที่ยวชุมชน ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม
         เขาใช้หลักสูตรการเตรียมชุมชนใน 4 เรื่อง ได้แก่ เตรียมผู้นำหลัก ผู้นำร่วม ผู้นำกลุ่ม และสมาชิกกลุ่ม เตรียมองค์กร 3 ระดับ ได้แก่กลุ่ม องค์กร และนิติบุคคล เตรียมเครื่องมือในการทำงานชุมชน และเตรียมระดมทุนผ่านโครงการ CSR และวิสาหกิจเพื่อสังคม สร้างสมดุลในด้านคุณค่า มูลค่า สังคม และสิ่งแวดล้อม 


มองไปข้างหน้า

เครือข่ายจิตอาสาประชารัฐในทุกอำเภอของจังหวัดลพบุรี ยังคงทำงานดูแลกลุ่มผู้ยากลำบากกันอย่างเหนียวแน่นมาจนถึงปัจจุบัน ขับเคลื่อนประเด็นไปสู่เรื่องต่างๆ มากมาย มีการเคลื่อนไหวสังคมอยู่ตลอดเวลา เป็นพลวัต มีเด็กรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้น ทั้งทางด้านหอการค้า ด้านอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคมและชุมชนไทยเบิ้งรุ่นใหม่ มีโครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เหล่านี้ให้เข้าใจปรัชญาชุมชนท้องถิ่นและสังคมเข้มแข็งมากขึ้น.