โดย พลเดช – วณี ปิ่นประทีป
บริหารแบบประเวศ
ในเวลานั้น พี่หมอสงวนมีภาระงานหนักมากในฐานะรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการวิจัย Health Care Reform ที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากสหภาพยุโรป (EU)
จนได้องค์ความรู้ที่เป็นสารตั้งต้นของนโยบายหลักประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) และ สปสช. ในรัฐบาลต่อมา ผมจึงต้องรับหน้าที่ดูแลงานด้านชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งไปโดยลำพัง
อันที่จริง ท่านอาจารย์ให้ความสนใจงานพัฒนาสังคมและประเทศชาติในทุกด้านอย่างบูรณาการ โดยในงานแต่ละด้านที่ท่านบุกเบิกด้วยแนวคิดเชิงนวัตกรรมใหม่ๆ ท่านจะมองหาลูกศิษย์ลูกหาที่มีจริตและฉันทะ เพื่อวางตัวเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิดสู่รูปธรรมการพัฒนาโดยเชื่อมโยงกัน ทั้งในเรื่องระบบสุขภาพ-สุขภาวะ เรื่องชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม เรื่องเด็กและการศึกษา เรื่องการเมืองและความมั่นคง เรื่องศาสนากับการพัฒนา เรื่องวิถีพุทธวิถีธรรม เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัย ฯลฯ
จากนั้นมา ท่านปล่อยมือให้ผมทำงานโดยไม่เคยติดตามทวงถามอะไรอีกเลย ผมเองเมื่อตัดสินใจมาช่วยแบ่งเบาภาระของท่านอาจารย์ ก็ไม่มีเรื่องใดที่คิดจะไปเพิ่มภาระแก่ท่านอีก นอกจากการเสนอรายงานในการประชุมสามัญประจำปีของมูลนิธิฯ ตามระเบียบแบบแผน
ในแต่ละครั้ง พวกเราล้วนได้รับคำแนะนำจากภูมิปัญญาและประสบการณ์อย่างเต็มอิ่ม ทั้งในเชิงรูปธรรม นามธรรม และจินตนาการ จาก 4 ราษฎรอาวุโสที่กรุณาเป็นกรรมการมูลนิธิ ได้แก่ ประเวศ วะสี, ระพี สาคริก, เสน่ห์ จามริก และอารี วัลยะเสวี
อันที่จริง ท่านอาจารย์ได้รับทราบงานของมูลนิธิฯ จากภาคีเครือข่ายทุกที่ที่ท่านรับเชิญไปพบปะบรรยาย เว้นแต่เรื่องใหม่ที่ท่านเกิดปิ๊งแวบขึ้นมา จะโทรศัพท์มาให้รับทราบและสานต่อ เช่นนี้ผมจึงได้เรียนรู้สไตล์การบริหารแบบประเวศ ที่ดูคล้ายหลักลัทธิเต๋าของท่านเหลาจื่อ กล่าวคือเมื่อวางตัวบุคลากรที่เหมาะสมได้แล้ว จึงมอบภารกิจและความไว้วางใจโดยตามดูอยู่ห่างๆ และปล่อยวาง
จวบจนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ท่านกรุณานิยามภารกิจชีวิตในวาระครบรอบ 60 ปีของผมว่า “คือการเดินทัพทางไกลเพื่อคนจน” และ “ไม่มีใครเกษียณอายุจากการทำความดีเพื่อเพื่อนมนุษย์”
วิถีพุทธเยี่ยงปุถุชน
ราวปี 2541 เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กร CIDA (Canadian International Development Agency) มาตรวจเยี่ยมเพื่อปิดโครงการ องค์กรนี้เป็นแหล่งทุนหลักที่สนับสนุนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของมูลนิธิฯ ในช่วง พ.ศ. 2525 – 2541 ด้วยงบประมาณรวม 250 ล้านบาท
ในขณะเดินไปรับประทานอาหาร ได้ยินท่านอาจารย์ประเวศสนทนาว่าท่านปฏิบัติตนในวิถีพุทธอย่างเคร่งครัด (very religious) ขณะสายตามองมาที่ผม สำหรับพวกเราที่ได้อ่านหนังสือและบทความของท่านอยู่เนืองๆ คงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรนัก แต่คำพูดของท่านในคราวนั้นได้กระตุกให้ผมต้องใส่ใจในวิถีพุทธ-วิถีธรรมในทางการคิดและปฏิบัติอย่างจริงจัง
ท่านอาจารย์หมอประเวศมีวิถีชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ท่านดำรงความเป็นอิสระในการคิด การวางตัว และการแสดงออกอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เป็นแบบอย่างของผู้มีระเบียบวินัยต่อตัวเองและผ่อนปรนต่อคนอื่น ยึดถือทางสายกลาง ไม่เสพส่วนสุดทั้งสองข้าง
ท่านสอนด้วยการปฏิบัติและเล่าประสบการณ์อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผมได้เรียนรู้ไปโดยปริยายว่า ควรใส่ใจต่อสุขภาพ ทั้งการกินอาหาร ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ หยุดเสพความสุขจากเนื้อหนังมังสา ลดละกิเลสทั้งปวง ควบคุมอารมณ์ ไม่โกรธไม่เกลียดใคร และแผ่เมตตา

