บนเส้นทางประชาสังคม ตอนที่ 19 โดย หมอพลเดช
ประสบการณ์จากงานขับเคลื่อนสังคมสู้ภัยเอดส์ภาคเหนือ มาจนถึงการก่อตั้งชมรมศึกษาเพื่อการพัฒนาสี่แยกอินโดจีน ทำให้พวกเขามีความเข้าใจในแนวทางการทำงานแบบสานพลัง การบูรณาการแบบพหุภาคี การทำงานเป็นเครือข่าย และการสร้างความเป็นประชาสังคมมากยิ่งขึ้น
เมื่อมีเป้าหมายที่จะฟื้นฟูพัฒนาสังคมระดับภูมิภาคให้มีความเข้มแข็งและสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคธุรกิจแบบเป็นพันธมิตรระหว่างกันได้อย่างมีเกียรติภูมิ นักพัฒนาสังคมจำเป็นต้องสร้างกลไก “ประชาคมจังหวัด” ให้มีศักยภาพ ยิ่งทำงานเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายในระดับกลุ่มจังหวัดได้ ก็จะยิ่งมีพลังการขับเคลื่อนผลักดันเพิ่มขึ้น
อย่างในกรณีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาสี่แยกอินโดจีน ทั้ง 6 จังหวัด ผนึกกำลังทำงานร่วมกันเป็นประชาคมกลุ่มจังหวัดสี่แยกอินโดจีน ประกอบด้วย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก

ประชาสังคมในภาคสนาม
ในฐานะของนักปฏิบัติและนักพัฒนา พวกเขาเข้าใจเพียงแค่ความหมายและคุณค่าของสิ่งที่เรียก ‘ประชาสังคม’ ว่าเป็นเรื่องของการเสริมสร้างสังคมให้เข้มแข็ง ซึ่งหมายความว่าเป็นสังคมที่มีประชาชน-พลเมืองมารวมกลุ่มกันทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมกันอย่างหลากหลาย มากมาย จนเต็มสังคมไปหมด เป็นสังคม-ชุมชนที่มีความรักสามัคคีกันเป็นปึกแผ่น
สังคมที่เข้มแข็งเช่นนี้แหละ คือสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ประชาสังคม”
ในเวลานั้นมีนักวิชาการและนักทฤษฎีออกมาพูดให้ความรู้เรื่องประชาสังคมกันมาก อย่างเช่น ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ทั้งสองท่านเขียนและพูดผ่านบทความและเวทีสัมมนาในหลายโอกาส โดยส่วนใหญ่เป็นการให้ความรู้ในเชิงแนวคิดทฤษฎี ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของพวกเขาที่ทำงานอยู่ในภาคสนามเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ในฐานะของนักปฏิบัติ พวกเขายังได้ประโยชน์จากแนวคิดทฤษฎีของนักวิชาการท่านอื่นๆอีกหลายสำนักคิด อาทิ อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ท่านเรียกว่า “สังคมสันติประชาธรรม” อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี เน้นประเด็นการเชื่อมโยงกัน เกิดเป็นสำนึกร่วม ประเด็นร่วม และรวมตัวทำงานกันเป็นเครือข่าย อย่างที่เรียกกันว่า “Civic Network”
จากแนวคิดทางทฤษฎีเหล่านี้ ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ขับเคลื่อนงานที่พิษณุโลกและกลุ่มจังหวัดสี่แยกอินโดจีน มีเวทีพบปะกันเป็นประจำทุกเดือนโดยใช้กิจกรรมของชมรมศึกษาเพื่อการพัฒนาสี่แยกอินโดจีนเป็นตัวเชื่อมโยง
เคลื่อนนโยบายด้วยวิชาการ
ในการประชุมกันแต่ละครั้ง ในฐานะเป็นเลขาธิการและผู้ประสานงานของกลุ่ม หมอพลเดชต้องเตรียมกำหนดหัวข้อการประชุมและทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการมาก่อนล่วงหน้า นำมาเสนอและระดมความคิดเพื่อเติมเต็มกันที่วงประชุม รวมทั้งสรุปสังเคราะห์ขึ้นเป็นบทความทางวิชาการออกเผยแพร่แบบครบวงจร
ด้วยสถานภาพของตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ประจำสำนักงานควบคุมโรคติดต่อเขต 9 พิษณุโลก ซึ่งรับผิดชอบดูลพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ทำให้เขาสามารถถักทอเครือข่ายงานราชการและกำลังคนที่มีทั้งนักวิชาการ นักวิจัย พยาบาล แพทย์ รวมทั้งหมออนามัย จนก่อตัวเป็นเครือข่ายนักพัฒนาสังคมระหว่างกลุ่มจังหวัดขึ้นมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เครือข่ายประชาคมผู้นำและนักพัฒนาในระดับกลุ่มจังหวัดที่นั่น จึงเกิดขึ้นจากการใช้จุดแข็งของความเป็นภาคราชการ กับ ความเป็นนักพัฒนาอิสระภาคเอกชนมาประกอบกัน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานควบคุมโรคติดต่อระดับเขตและเป็นเมืองศูนย์กลาง ได้กลายเป็นพื้นที่บุกเบิกทดลองทางสังคมที่สำคัญของภาคีเครือข่าย (social lab) ทั้งในด้านการแก้ปัญหาวิกฤติโรคเอดส์ ยาเสพติด ความยากจน ขยะและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งในด้านงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม
สำหรับผลผลิตจากกระบวนการประชุมของชมรมศึกษาเพื่อการพัฒนาสี่แยกอินโดจีน ต่อมาได้รับการผลักดันโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำเข้าสู่กระบวนการนโยบายและบรรจุในแผนพัฒนาประเทศและภูมิภาค ในยุคสมัยที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี
นอกจากนั้น พวกเขายังได้รวบรวมบทความทางวิชาการที่เป็นผลผลิตในระหว่างเส้นทาง จัดพิมพ์เป็นเอกสารพ็อกเก็ตบุ๊คในชื่อ “วิสัยทัศน์พิษณุโลก 2020 : ยุทธศาสตร์การพัฒนาสี่แยกอินโดจีน” เผยแพร่เป็นเอกสารทางวิชาการ ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของประชาคมกลุ่มจังหวัดโดยมองไปในอนาคตข้างหน้า 25 ปี ซึ่งมาบัดนี้กาลเวลาได้ผ่านปี 2020 มาแล้ว รูปธรรมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์หลายสิ่งหลายอย่าง เริ่มปรากฏผลให้สาธารณชนสัมผัสได้.
#บนเส้นทางประชาสังคม #เส้นทางชุมชนเข้มแข็ง
21 มี.ค. 2568
