บนเส้นทางประชาสังคมจังหวัด ตอนที่ 6 โดย หมอพลเดช
จังหวัดพังงา เดิมเรียกเมืองภูงาตามชื่อภูเขา เคยขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่ประมาณ 4,171 ตารางกิโลเมตร เป็นป่าชายเลนและป่าดงดิบคิดเป็นร้อยละ 57 ของพื้นที่ทั้งหมด มีเกาะอยู่ในทะเลอันดามันมากถึง 155 เกาะ มากที่สุดในประเทศ
แบ่งการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ 48 ตำบล 314 หมู่บ้าน ประชากร 267,057 คน (พ.ศ. 2566)
ประชาคมพังงา เป็นแบบอย่างของการทำงานแบบผนึกกำลัง คนพังงาร่วมกันพัฒนาสังคมและชุมชนท้องถิ่นของตน สามัคคีเป็นปึกแผ่น ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เครือข่ายมีผลงานที่โดดเด่นโดยเฉพาะในยุคหลังสึนามิ กลุ่มผู้นำมีบทบาทในเวทีระดับชาติและนานาชาติ

ก่อนคลื่นยักษ์สึนามิ
ยุพิน ตัณฑวณิช อดีตครูนักพัฒนาสตรี เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทส่งเสริมเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งในโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF 2542) และเป็นผู้ประสานงานสมัชชาสุขภาพอันดามัน ที่ร่วมขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติมาตั้งแต่เริ่ม เธอเป็นผู้สนับสนุนให้ป่าชุมชนบ้านบางติบ 6,000 ไร่ ทั้งป่าบกและป่าชายเลน ให้รอดพ้นจากการถูกสัมปทานทำลาย การจับสัตว์น้ำโดยเครื่องมือผิดกฎหมาย การระเบิดปลา การใช้ยาเบื่อ อวนลาก อวนรุน แสดงศักยภาพ ปกป้องสิทธิการดูแลทรัพยากร จนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวในปี 2548
ชำนาญ พึ่งถิ่น นักวิจัยท้องถิ่นและเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนเชิงอนุรักษ์จังหวัดพังงา ศิลปาจารย์หลักสูตรผู้ประกอบการสังคม และอดีตสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง เป็นอีกผู้หนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนภาคประชาสังคมจังหวัดพังงามาตั้งแต่ยุคแรก แม้ในปัจจุบันก็ยังมีบทบาทในการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบจากนโยบายของหน่วยงานภายนอก เช่น โครงการสร้างสนามบินจังหวัดพังงา และส่งเสริมธรรมาภิบาล รวมทั้งเป็นหน่วยจัดการชุมชนของ สสส. (node)
พังงาแห่งความสุข
ไมตรี จงไกรจักร์ นายกสมาคมประชาสังคมพังงาแห่งความสุขและผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ชาตรี มูลสาร ผู้อำนวยการสถาบันเรียนรู้การพัฒนาพังงาแห่งความสุข และ กำธร ขันธรรม ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ คือตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งและขับเคลื่อน ไขเหตุผลให้ฟังว่า..
ปัญหาคือทุกอย่างถูกกำหนดโดยกลุ่มนายทุนใหญ่และภาครัฐ ตั้งแต่เรื่องที่ดิน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยที่คนพังงาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่คนที่อื่นมาออกแบบวางแผนแทน…พังงาแห่งความสุข คือการเสริมความแข็งแรงของชุมชนในระดับฐานราก หัวใจคือการดึงศักยภาพของคนในพื้นที่น้อยใหญ่ ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของตนโดยอาศัยต้นทุนทางทรัพยากรที่มีอยู่
เป้าหมายใหญ่ของประชาคมพังงา คือการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและความมั่นคงในทรัพยากรของคนทั้งจังหวัด ไม่ว่าจะเมืองใหญ่หรือในหมู่บ้านห่างไกล จึงมีชุมชนร่วมด้วยตั้งแต่ต้นถึง 51 ชุมชน เริ่มจากค้นหา “แง่งาม” อันเป็นต้นทุนที่พวกเขามีและขัดเกลาให้เป็นภาพประจักษ์ ขยายไอเดียไปเรื่อย จากพื้นที่หนึ่งไปยังพื้นที่หนึ่ง เป็นการสร้างเป้าหมายใหญ่ร่วมกัน
สมาคมประชาสังคมพังงาแห่งความสุข กับ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมมือกันจัดตั้ง ‘สถาบันเรียนรู้การพัฒนาพังงาแห่งความสุข’ ขึ้นในปี 2563 มุ่งเปิดพื้นที่การสื่อสารและถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาการทำงานในพื้นที่ให้กับบุคคลภายนอกและสังคมทั่วไป ทั้งยังสามารถบริหารจัดการตนเอง นำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนของการพัฒนาชุมชน
เริ่มต้นด้วยด้วย 6 หลักสูตร ประกอบด้วย 1) รวมคนสร้างเมืองตามแนวคิดพังงาแห่งความสุข 2) บ้านน้ำเค็ม : วางแผน ป้องกัน แก้ไข ภัยพิบัติด้วยชุมชน 3) รมณีย์ : จัดสรรทรัพย์ แบ่งปันสุข 4) มอแกลนทับตะวัน : เข้าใจพหุวัฒนธรรม สร้างสรรค์พลเมืองโลก 5) เกาะยาวน้อย : สู่ความสุขร่วมของคนในชุมชน และ 6) โคกเจริญ : สุขภาพดี วิถีโคกเจริญ ทั้งหมดนี้มีบริการหลักสูตรอบรมออนไลน์ด้วย
บนเส้นทางของกำธร
กำธร เป็นคนเชียงใหม่ มาทำธุรกิจและมีครอบครัวที่พังงา อาชีพขายของชำ ขายส่ง ผลิตเสื้อชูชีพ ทำสวนยาง สวนปาล์ม และมีธุรกิจบ้านเช่า ไปเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ตจึงพบกับไมตรีและร่วมงานกันมาตั้งแต่นั้น
เขาเริ่มจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล ที่บ้านน้ำเค็มอำเภอตะกั่วป่า เป็นจุดรวมเครือข่าย ต่อมาย้ายที่มาอยู่อำเภอเมือง ปี 2551 ตั้งสภาองค์กรชุมชน มีสมาชิก 50 องค์กร ขับเคลื่อนเครือข่ายจิตอาสาประชารัฐ โครงการบ้านพอเพียง ช่วยเหลือผู้เปราะบาง หน่วยกาชาด และ อบจ. มาร่วมสมทบ เขาพยายามบูรณาการงานช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นเอกภาพ แต่ก็ยังไม่เป็นผล
ศปจ.พังงา (ศูนย์ประสานภาคีการพัฒนาจังหวัด) มีเครือข่ายองค์กรชุมชนทั้งจังหวัดเป็นฐานขับเคลื่อน มีสมาคมประชาสังคมพังงาแห่งความสุขเป็นนิติบุคคลรองรับ เช่าอาคารภูงาเป็นที่ทำงาน ดำเนินโครงการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ 35 คน จาก 8 อำเภอ (Young CEO)
กลุ่มออมทรัพย์ที่พังงามีเยอะ ที่ล้มไปก็มาก ส่วนหนึ่งยกระดับเป็นกองทุนสวัสดิการวันละบาท จัดสวัสดิการ 3 – 20 อย่าง รวมทั้งเกิด แก่ เจ็บ ตาย บวช และไปแสวงบุญมักกะ สมาชิกส่วนใหญ่มีอาชีพตัดยาง ตั้งกลุ่มขายเศษยางให้กับโรงงาน ได้กำไร 3-5 บาทต่อกิโลกรัม ส่งขายกันคราวละ 10 คันรถ มีการปันผลและบริหารจัดการ
มองไปข้างหน้า เขาเห็นว่าก่อนอื่นต้องพัฒนาเรื่องที่อยู่อาศัย มีกองทุนหมุนเวียนดำเนินการ ภายใต้ MOU 18 หน่วยงานโดยภาคประชาสังคมเป็นผู้ริเริ่ม เอาแรงงานนักโทษชั้นดีมาช่วยสร้างซ่อมในหมู่บ้าน หน่วยอุทยานเจ้าของพื้นที่ร่วมด้วย แก้ปัญหาบัตรประชาชนเลขศูนย์ที่เป็นช่องว่างการใช้สิทธิ์ที่โรงพยาบาล.
“Through discipline comes freedom.”
อิสรภาพมาจากวินัย.
14 เม.ย. 2568
