เส้นทางประชาสังคมเมือง น่าน (21)

บนเส้นทางประชาสังคม ตอนที่ 21 โดย หมอพลเดช

ประชาคมจังหวัดน่าน : บนเส้นทางฮักแผ่นดินถิ่นฐาน

“แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง”

นันทบุรี เป็นนครรัฐเล็กๆ ปรากฏขึ้นราว พ.ศ. 1825 บริเวณตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว ถูกผนวกเข้าอาณาจักรล้านนาเกือบ 100 ปี ซึมซับวัฒนธรรมของล้านนามาไว้ในวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรม เคยตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอยู่หลายครั้ง เคยเป็นเมืองร้างไร้ผู้คนอยู่ 2 ครา ต่อมาเป็นหัวเมืองประเทศราชในยุครัตนโกสินทร์และผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย 

จังหวัดน่าน มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 11,472 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขา ร้อยละ 47.9 ป่าเสื่อมโทรม ร้อยละ 39.2 พื้นที่ทำการเกษตร ร้อยละ 12.2 และที่อยู่อาศัยร้อยละ 0.6  แบ่งการปกครองออกเป็น 15 อำเภอ 99 ตำบล 905 หมู่บ้าน มีองค์กรชุมชน 2,092 แห่ง ผู้นำชุมชน 623 คน ชุมชนเข้มแข็ง 46 กรณีศึกษา ผู้ยากลำบากที่ถูกทอดทิ้ง 2,878 ราย

ขบวนการสังคมเข้มแข็งในจังหวัดน่าน ก่อตัวขึ้นมาจากเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น อย่างน้อย 4 สาย ได้แก่
1.สายการแพทย์ 

นายแพทย์บุญยงค์ วงศ์รักมิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดน่าน ท่านได้รับพระราชทานเงินส่วนพระองค์จาก ร.9 จำนวน 250,000 บาท บรรจุอยู่ในกล่องใส่รองเท้า เมื่อปี 2510 พร้อมทรงตรัสว่า “ฉันไว้ใจเธอ” จึงนำมาสร้างตึกโรงพยาบาลเพื่อรองรับผู้บาดเจ็บจากสงครามในยุคอุดมการณ์

ในสายนี้มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและนักวิชาการหลายคนเข้าร่วมขบวน อาทิ นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์, นพ.ดาวฤกษ์ สินธุวณิชย์ รวมทั้ง นพ.ชาตรี เจริญศิริ, คุณสุภาพ สิริบรรสพ, ดร.ปิยนุช อาชีววิทย์ (เจ้าของวิทยานิพนธ์เรื่องประชาคมน่าน) และคุณลลินธร เพชรเจริญ (ผู้รายงานข่าวภาพฝีพระหัตถ์ “ตะโกน”) 

ปี 2537 ตั้งศูนย์ประสานงานน่านสันติสุขขึ้นในบริเวณโรงพยาบาล โดยใช้ห้องประชุม 3 ชั้น 2 ของตึกอำนวยการเป็นที่ทำงาน รณรงค์ผลักดันมหาวิทยาลัยน่านแม้นไม่สำเร็จ ระหว่างนั้นเองได้ร่วมรณรงค์รัฐธรรมนูญธงเขียวอย่างแข็งขันและเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่าน”

 
2.สายฮักเมืองน่าน 

เป็นเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีฐานทำงานอยู่ที่อำเภอบ้านหลวง ป่าคาหลวง มีพ่อปั๋น อินหลี เป็นผู้นำอนุรักษ์ป่า ริเริ่มพิธีบวชป่าครั้งแรกที่บ้านกิ่วม่วง อำเภอสันติสุข ส่วน พ่อสมาน ค่ายอาจ เป็นผู้นำกลุ่มอนุรักษ์วังปลา ขยายไปจนตลอดลำน้ำน่าน รวม 115 แห่ง มีพิธีการสืบชะตาแม่น้ำจนกลายเป็นประเพณี จัดตั้งมูลนิธิฮักเมืองน่าน โดยมีพระครูพิทักษ์นันทคุณ เป็นประธาน คุณสำรวย ผัดผล คุณฑิฆัมพร กองสอน เป็นแกนนำ

3.สายต้านยาเสพติดและโรคเอดส์ 

คุณถนัด คุณสุทธิพงษ์ คุณทัศนีย์ คุณจินตนา คุณอุดม คุณแชน ฯลฯ เป็นแกนนำ ใช้ศูนย์ประสานน่านสันติสุขเป็นพื้นที่กลางในการติดต่อประสานงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีน้ำเกี๋ยงโมเดล (อำเภอภูเพียง) เป็นงานต้นแบบ ปัจจุบันยกระดับจากวิสาหกิจชุมชนเป็นโรงงานรับผลิต (โออีเอ็ม) ผลิตแชมพูและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยอดขายหลักร้อยล้าน


4.สายธุรกิจและศิลปิน 

เป็นสายที่กำลังมีบทบาทมากในยุคปัจจุบัน นำโดย คุณบัณฑูร ล่ำซำ แห่งธนาคารกสิกรไทย เข้ามาร่วมฟื้นฟูพัฒนาสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน เริ่มปี 2552 ทำกิจกรรมน่านนิรันดร์ มีคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา, คุณธนิต สีกลิ่นดี มาทำกิจกรรมการศิลปะ ถ่ายรูป และแต่งเพลง หาทุนบริจาคสนับสนุนภาคประชาสังคม มีการสนับสนุนเพิ่มเติมผ่านมูลนิธิรักป่าน่านในพระบรมราชูปถัมภ์ของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ปี 2550 กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงวาดภาพกระซิบรักด้วยพระอารมณ์ขัน ชื่อภาพ “ตะโกน” มีฉากหลังเป็นภูเขาหัวโล้น ยิ่งทำให้เกิดกระแสรักสิ่งแวดล้อม-รักป่ารักน้ำ กลุ่มหอศิลป์ริมน่าน โดย อาจารย์วินัย ปราบริปู ชวนเชิญ 60 ศิลปินน่านมารวมตัวกัน ทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 


ศปจ.น่าน

คุณสุภาพ สิริบรรสพ (หน่อง) เจ้าหน้าที่ทันตาภิบาลและนักวิชาการสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลน่าน เป็นผู้ประสานงานคนสำคัญ เธอเริ่มทำงานในโครงการ SIF เมนู 5  ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม เป็นผู้เชื่อมโยงเครือข่ายและขบวนพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพเข้ามาทำงานร่วมกัน 

“บ้านพักลุงหมอ” เป็นโครงการบูรณะและปรับปรุงบ้านพักอดีตผู้อำนวยการ ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของกรมสมเด็จพระเทพฯ มูลนิธิรักป่าน่าน และธนาคารกสิกร ทรงตั้งชื่อว่า “บุญยงค์บริรักษ์” มีร้านกาแฟบ้านหมอ ศูนย์ประสานงานประชาคมน่าน ห้องสมุดของโรงพยาบาล ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมข้าราชการบำนาญ และโครงการห้องสมุดสำหรับเด็ก (TK Park)

ศปจ.น่าน เป็นพื้นที่กลางให้กลุ่มและองค์กรประชาสังคมมาใช้ร่วมกัน คงเจตนารมณ์ให้เจ้าของประเด็นสังคมมาใช้พื้นที่และร่วมกันหาทางออกด้วยความรู้ ความรักความเมตตา และทางสายกลาง เป็นเวทีฟอรั่มประจำของประชาคมจังหวัดน่าน บนฐานข้อมูล องค์ความรู้ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง โปร่งใส

งานรูปธรรมเด่น ที่วัดโป่งคำอำเภอสันติสุข รณรงค์ไม่ปลูกข้าวโพดที่อำเภอบ่อเกลือ ชาวบ้านทำการท่องเที่ยวชุมชน มีกลุ่มธุรกิจเลี้ยงวัว ทางด้านฝายมีชีวิตได้รับทุนสนับสนุนจากภาคธุรกิจ กลุ่มทรูคอร์ปอเรชั่นทำครบทุกอำเภอ บริหารจัดการน้ำ ตลอดลำน้ำน่าน กลุ่มซีพีช่วยสนับสนุนที่บ้านสบขุ่น อำเภอท่าวังผา มีอาสาสมัครซีพีและประชาสังคมเป็นพันธมิตร

ในโครงการถนนสีแดง ทางราชการสร้างถนนและทาสีแดงให้สวยงาม แต่ฝ่ายนักอนุรักษ์ต่อต้าน ต้องจัดเวทีประชาคมเพื่อรับฟังความเห็น บรรยากาศในเวทีร้อนแรงมาก อาจารย์หมอบุญยงค์ได้ให้สติแก่ที่ประชุมว่า “อยากให้ถกเถียงกันด้วยความเป็นกัลยาณมิตร เพื่อเมืองน่านของเรา” ทำให้อุณหภูมิลดความร้อนแรงลงทันที

โครงการทางจักรยานทั่วเมืองน่าน ทำให้คนกลับมานิยมขี่จักรยานกันมาก แต่แล้วเกิดกรณีรถยนต์ชนจักรยาน กระแสซาลงไป ทางจักรยานกลายเป็นที่จอดรถยนต์ ภาคประชาสังคมจึงเสนอให้เทศบาลทำโครงการรถเมล์ไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนตัว

ส่วนโครงการคนไทยไร้สิทธิ์ ได้ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนที่อำเภอบ่อเกลือ 9 ราย โดยหน่วยงานส่วนกลางมาช่วยตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ปัจจุบัน สปสช. ได้จัดตั้งศูนย์ตรวจดีเอ็นเอของผู้ภูมิภาคล้านนาตะวันออกขึ้นที่โรงพยาบาลน่าน นับเป็นผลงานเชิงนวัตกรรมทางนโยบายที่เด่นชัด.

…………………..

“Culture eats strategy for breakfast.” (Peter Drucker)

วัฒนธรรมองค์กร กลืนกินกลยุทธ์เป็นอาหารเช้า.

……………..