รายงานประชาชน โดย ส.ว.พลเดช (ฉบับที่ 30) “แก้ความยากจนในชุมชน จาก 9 กรณีศึกษา”

กรณีศึกษาการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของการหารูปแบบที่เหมาะสมเพื่อเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาจากจีนและอินเดีย

คณะกรรมาธิการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของวุฒิสภา มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล สถานการณ์ สาเหตุความยากจน และนโยบายรัฐในการแก้ปัญหาความยากจนในหลายรูปแบบที่ผ่านมา เป็นการศึกษาพื้นที่รูปธรรมการแก้ปัญหาความยากจนในระดับชุมชน หมู่บ้าน วิเคราะห์ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ เพื่อเป็นแนวทางพัฒนานโยบายสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบมุ่งเป้าหมาย สู่การปฏิบัติในระยะต่อไป

กรณีรูปธรรมที่เลือกมาทำการศึกษา มี 9 กรณีจากภูมิภาคต่างๆ ได้แก่

  1. หมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม
  2. SME แก้จนที่แม่ฮ่องสอน
  3. ชุมชนพอเพียงสระแก้ว
  4. ชุมชนเข้มแข็งบ้านขาม
  5. ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ต.เขาซก จ.ชลบุรี
  6. รัฐบาลชุมชนบ้านดอนศาลเจ้า (สุพรรณบุรี)
  7. กองทุนสวัสดิการชุมชน ตำบลวังใหม่ (สระแก้ว)
  8. กองทุนสามัคคีตุ้มโฮม (อุดรธานี)
  9. โครงการ “คู่เสี่ยวเกี่ยวก้อย แก้จนคนขอนแก่น”

ข้อค้นพบจากการศึกษา   

ตัวอย่างแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนในระดับจุลภาค ทั้ง 9 กรณีศึกษา เป็นจุดเรียนรู้ความสำเร็จเล็กๆจากการลงมือทำงานในระดับพื้นที่  ซึ่งยังมีตัวอย่างที่ดีๆอีกมากมายที่แฝงฝังตัวอยู่ตามชุมชนท้องถิ่นในทุกภูมิภาค แต่ละโมเดลต่างมีจุดแข็งและข้อจำกัดอยู่ในตัว  การนำไปใช้ต้องการความเข้าใจในแก่นของแนวคิด วิธีการและบริบทเฉพาะของแต่ละที่อย่างเหมาะสม  รวมทั้งการออกแบบใหม่ (Redesign) โดยปรับให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ใหม่

ในแง่ผู้ริเริ่ม กรณีศึกษาโดยส่วนใหญ่จะเป็นการริเริ่มโดยหน่วยงานส่วนกลาง จึงมีลักษณะ Top Down ในมิติของการกำหนดเป้าหมายการแก้ปัญหาความยากจนอย่างเฉพาะเจาะจง  เกือบทั้งหมดล้วนเป็นการแก้ปัญหาในระดับภาพรวมของกลุ่มและชุมชน  ยกเว้นกรณีโครงการผูกเสี่ยวเกี่ยวก้อยฯของจังหวัดขอนแก่นเท่านั้นที่กำหนดเป้าหมายระดับครัวเรือนที่ยากจนอย่างเฉพาะเจาะจง 

ในมิติของเครื่องมือหลักที่ใช้ในการขับเคลื่อน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก เป็นการริเริ่มจากหน่วยงานและองค์กรภายนอกชุมชน ซึ่งมีสถานะที่เหนือกว่าทุกด้าน  เครื่องมือที่ใช้ในการขับเคลื่อนจึงเป็นเรื่องของเทคโนโลยี องค์ความรู้วิชาการสมัยใหม่ รวมทั้งงบประมาณและเงินทุนต่างๆ ส่วนที่เหลือเป็นความริเริ่มด้วยตนเองของชุมชน ชาวบ้าน ซึ่งมักจะใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านและฐานทุนของชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน

ในมิติของความต่อเนื่อง การขับเคลื่อนที่ครบวงจรและการพึ่งตนเองได้  มักพบว่ากลุ่มที่ชาวบ้านริเริ่มเองจะดำเนินการกันไปแบบช้าๆค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีกำหนดเวลามาเป็นตัวเร่ง จะสามารถยืนระยะได้อย่างยาวนาน ต่อเนื่อง  ผิดกับกลุ่มที่เกิดจากความปรารถนาดีขององค์กรภายนอกที่มักจะมาด้วยความมุ่งมั่นที่อยากเห็นผลงานเร็วด้วยข้อกำหนดระยะเวลา กลุ่มนี้มักบังเกิดผลสำเร็จที่สามารถนำมาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงานของหน่วยงานได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อพี่เลี้ยงจากไป ผลงานก็กลายเป็นอดีต 

ส่วนการจับคู่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนแบบโมเดลของประเทศจีน ในกรณีโครงการคู่เสี่ยวเกี่ยวก้อย แก้จนคนขอนแก่น นับเป็นความริเริ่มที่น่าสนใจ แต่เนื่องจากเพิ่งเริ่มโครงการ จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง

คณะผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๓ ประการ

1.ประเทศไทยมีความเคลื่อนไหวเรื่องชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจพอเพียงมาอย่างยาวนานร่วม 4 ทศวรรษ

จึงมีรูปแบบการแก้ปัญหาความยากจนในระดับจุลภาคที่สามารถใช้เป็นกรณีศึกษาอย่างหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ในทุกภูมิภาคของประเทศ นับพันนับหมื่นตัวอย่าง แต่กลไกที่ไปสนับสนุนส่งเสริมยังขาดความเข้าใจและความตั้งใจมุ่งมั่น โดยหน่วยงานราชการมักเข้าไปทำงานตามภารกิจขององค์กร มีข้อจำกัดด้วยเงื่อนไขเวลาตามปีงบประมาณและตัวชี้วัดจากหน่วยเหนือ ในที่สุดจึงทำแบบฉาบฉวยเพื่อนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในการรายงานสำหรับหน่วยงาน มิได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ลองผิดลองถูก ไม่เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่เกิดองค์ความรู้จากการปฏัติด้วยตนเอง ในที่สุดจึงไม่ยั่งยืน

จึงควรที่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะได้ทบทวนในเรื่องแนวคิด แนวทางและหลักการทำงานสนับสนุนชุมชนเข้มแข็งกันอย่างจริงจัง

2.หน่วยงานรัฐมีจุดแข็งในเรื่องอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ทรัพยากร องค์ความรู้เทคโนโลยี และงบประมาณ

สามารถทำงานในลักษณะวงกว้าง เป็นระบบแบบแผนและในภาพรวมแบบมหภาค แต่มีข้อจำกัดในด้านขอบเขตที่กว้างมากจนไม่สามารถดูรายละเอียดในเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะในจุดเล็กๆที่มีปัญหาความละเอียดอ่อนและเข้าถึงยาก ส่วนองค์กรภาคประชาสังคม หรือองค์กรพัฒนาเอกชนอิสระ (เอ็นจีโอ) มีจุดแข็งในการทำงานเชิงคุณภาพในจุดเล็กๆซึ่งมีลักษณะเฉพาะและต้องการเวลา ความอดทนและความละเอียดอ่อน

จึงน่าจะถึงเวลาที่ต้องสร้างกระบวนการทำงานแบบ “พันธมิตรการพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยากจนและผู้รับผลกระทบจากสถานการณ์พิบัติภัยต่างๆรวมทั้ง COVID-19

3.รูปแบบการแก้ปัญหาความยากจนในระดับจุลภาคฬฯกรณีศึกษาทั้ง 9 นี้ เป็นตัวอย่างที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า “คนไทยทำได้” “ประชาชนทำได้”

ขอเพียงรัฐบาลและหน่วยราชการปรับเปลี่ยนมุมมอง เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคประชาสังคมได้แสดงบทบาทอย่างเป็นอิสระและเต็มศักยภาพ

ถึงเวลาที่ภาครัฐควรเปลี่ยนบทบาท แทนที่จะผู้ทำเองหรือเป็นคุณพ่อรู้ดี หันไปเล่นบทเป็นพี่เลี้ยง เป็นครูฝึกและเป็นเพื่อน เพื่อบรรลุเจตนารมณ์ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติกำหนดไว้  “SDG 17 : Partnership for the Goals.”

นพ.พลเดช  ปิ่นประทีป / 9 ตุลาคม 2563