ฝายชุมชน : ชะลอน้ำชั่วคราว คุณภาพชีวิตยั่งยืน

รายงานประชาชน ฉบับที่ 2/2567

นโยบายสาธารณะ เป็นเครื่องมือสำหรับการทำสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าดีหรือได้รับการยอมรับในจุดเล็กๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนทั้งมวลหรือสังคมในวงกว้าง นโยบายสาธารณะที่เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ยั่งยืน

มักต้องการกระบวนการเรียนรู้และมีส่วนร่วมของสังคม ชุมชน และกลุ่มประชาชนผู้รับประโยชน์

ในห้วงของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรื่องงบประมาณสนับสนุนการสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นประเด็นทางนโยบายที่นักการเมืองหลายพรรคและนักวิชาการหลายสำนักลุกขึ้นมาถกเถียงและวิวาทะกัน ทำให้สังคมได้รับข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ที่เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

เรื่องมีอยู่ว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ปัญหาภัยแล้งและปรากฎการณ์เอลนิโญ่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ส่วนใหญ่เป็น อบต.) ได้ของบประมาณสำหรับสนับสนุนการสร้างฝายชุมชนขนาดเล็กในพื้นที่นอกเขตชลประทาน จำนวนรวม 3,295 โครงการ วงเงิน 1,245 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในท้องถิ่นภาคเหนือ 1,494 โครงการ อีสาน 1,368 โครงการ ภาคกลาง 303 โครงการ และภาคใต้ 41 โครงการ ตามสภาพปัญหาและความต้องการของชาวบ้านแต่ละภูมิภาคที่ไม่เหมือนกัน

แต่ถูก ส.ส.ที่เป็นอนุกรรมาธิการผู้มีกระแสเสียงที่ทรงอำนาจ เสนอตัดงบประมาณในส่วนนี้ลงทั้งหมด โดยอ้างเหตุผลที่มีมโนไปเองตามสติปัญญา ประสบการณ์ชีวิต และเจตคติส่วนตัว อาทิ เจตนาทุจริต ไม่เชื่อว่าจะแข็งแรงเพียงพอ กั้นน้ำไม่ได้ ปนเปื้อนแหล่งน้ำเป็นอันตราย ฯลฯ จนกระทั่งกลายเป็นวิวาทะและเกมการเมืองระหว่าง ส.ส. ต่างพรรค ต่างภูมิภาค ทั้งภายในและภายนอกสภาเกือบตลอดเดือน

“ดินซีเมนต์” เป็นนวัตกรรมทางด้านวัสดุก่อสร้างที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญของศูนย์ชลประทานที่ 6 จังหวัดขอนแก่น ในขณะที่กำลังหาทางแก้ปัญหาทรายดูดอยู่ในพื้นที่แห่งหนึ่ง ทำอย่างไรๆก็จัดการไม่ได้สักที จนกระทั่งทดลองเอาผงปูนซีเมนต์ผสมลงไปจนเกิดเป็น “ดินดาน” จึงสามารถหยุดวิกฤติครั้งนั้นลงได้ 

ต่อมาจึงได้นำความรู้และประสบการณ์ในครั้งนั้น ไปประยุกต์ใช้ในงานก่อสร้างทางชลประทานแบบอื่นๆ กระทั่งกลายมาเป็นนวัตกรรม “ฝายแกนดินซีเมนต์”ที่กำลังกล่าวขานกัน

วุฒิสภา โดยคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ได้ศึกษารูปแบบการจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กโดยชุมชนในหลากหลายลักษณะ ทั้งฝายชะลอน้ำชั่วคราว โคกหนองนาโมเดล บ่อบาดาลน้ำตื้น ธนาคารน้ำใต้ดิน ฯลฯ ซึ่งทุกรูปแบบล้วนเป็นเทคโนโลยีระดับชาวบ้านที่คนตัวเล็กตัวน้อยและชุมชนสามารถจัดการกันได้ด้วยตนเอง

ต่อมา เมื่อได้ลงพื้นที่ศึกษาจากตัวอย่างของจริงทุกรูปแบบ นำมาเปรียบเทียบกันในด้านความประหยัดคุ้มค่า ความรวดเร็วในการแก้ปัญหา และความสามารถพึ่งตนเองได้ในการก่อสร้างและบำรุงรักษา รวมทั้งค้นคว้าอ้างอิงเอกสารงานวิจัยในแง่มุมต่างๆของมหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงมีข้อสรุปว่า “ฝายแกนดินซีเมนต์เป็นนวัตกรรมทางสังคมของชุมชน” ที่น่าจะเป็นเครื่องมือทางสังคมสำหรับจัดการปัญหาแหล่งน้ำขนาดเล็ก โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ยังมีอยู่ราว 78 % ของพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศได้ เพราะสร้างเสร็จเร็ว ราคาถูก แข็งแรงทนทาย ดูแลรักษาง่าย

ฝายแกนดินซีเมนต์ เป็นฝายชะลอน้ำประเภทชั่วคราวชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่พัฒนามาจากฝายแม้ว ฝายหินทิ้ง ฝายกระสอบทราย ฝายมีชีวิต(ไม้ไผ่) ไม่มีโครงสร้างเหล็ก หิน และคอนกรีตเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใด วัสดุหลักที่ใช้คือดินในบริเวณนั้น นำมาผสมกับปูนปอร์ตแลนด์ ประมาณ 10-30 ต่อ 1 ส่วน  จนทำให้กลายเป็นดินดานเทียม

นำมาใช้ทำเป็นฝายกั้นลำน้ำขนาดความกว้างในระดับ 20-100 เมตร โดยขุดแกนฝายและหูฝายสองข้างให้ลึกลงไปต่ำกว่าท้องธาร เมตร วัตถุประสงค์เพื่อกักสายน้ำใต้ดิน ส่วนความสูงของฝายจะไม่ให้เกิน เมตร เปรียบเทียบกับตะลิ่งที่มีความลึกเฉลี่ย 10 เมตรจึงนับว่าต่ำมาก เพราะไม่โลภมาก ไม่กักน้ำไว้เยอะเกินจำเป็น ปล่อยให้ส่วนที่เกินจากนั้นไหลข้ามไปได้ หลีกแรงปะทะจึงมีความคงทน ลดตะกอนทรายหน้าฝายจึงไม่ตื้นเขิน สามารถกักเก็บน้ำไว้ในแนวลำธารเดิมได้แบบตามธรรมชาติ

ต่อประเด็นราคาต่อหน่วยนั้น แต่เดิมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เงินอุดหนุนของตนมาดำเนินการเอง โดยใช้เครื่องจักรกลของท้องถิ่นและแรงงานชาวบ้าน จึงสามารถทำได้ง่ายและใช้เงินไม่มาก แต่เมื่อจะต้องของบประมาณส่วนกลางจึงต้องใช้แบบแปลนมาตรฐานที่กรมโยธาธิการฯทำให้ มีคู่มือประกอบ และราคากลางที่อยู่บนพื้นฐานของระบบจ้างเหมาตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ทำเองไม่ได้ จึงมีค่าดำเนินการสำหรับผู้ประกอบการเพิ่มเข้ามา (ค่า F) เช่น ฝายขนาด 10 เมตร จาก 295,000 บาท เพิ่มเป็น 394,000 บาท หรือ ฝ่ายขนาด 20 เมตร จาก 543,000 บาทเพิ่มเป็น 726,000 บาท เป็นต้น

กลับมาที่ประเด็นงบประมาณที่ถูก ส.ส.ฝ่ายค้านตัดไปนั้น ถ้าหากได้นำมาสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ขนาดความกว้าง 10 เมตร ราคาเฉลี่ยตัวละ 4 แสนบาท จะได้ฝาย 3,135 ตัว ซึ่งงานวิจัยทางสังคมระบุว่าจะมีชาวบ้านที่ได้ประโยชน์ 70 ครัวเรือนๆละ 5 คน รวมผู้รับประโยชน์ 1.097 ล้านคน กล่าวคือรัฐลงทุนเพียง

แค่ 5,670 บาทต่อคน สามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกได้ 14.4 ไร่/ครัวเรือน รายได้เพิ่ม 1,096 บาท/ไร่/รอบ หรือ 19,147 – 57,441 บาท/ครัวเรือน/ปี ในกรณีทำการผลิต 1 – 3 รอบ.

ส.ว.พลเดช ปิ่นประทีป / วันที่ 24 เมษายน 2567