บนเส้นทางประชาสังคม ตอนที่ 15 โดย หมอพลเดช
เนื่องจากเขา (หมอพลเดช) ไม่ใช่เอ็นจีโอ ต้นกำเนิดเขาเป็นข้าราชการมาก่อน แม้ในตอนที่มาเริ่มรับผิดชอบงานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนานั้น เขาก็ยังเป็นข้าราชการที่ถูกยืมตัวจากกรมควบคุมโรคติดต่อ
ให้มาปฏิบัติงานที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งเป็นองค์การมหาชนประเภทที่มี พรบ.เฉพาะของตนเอง และเป็นต้นแบบองค์กรตระกูล ส.
หมอสงวน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้ทำเรื่องขอยืมตัวมาจากกรมควบคุมโรคติดต่อ โดยยังคงรับเงินเดือนทุกเดือนจากสำนักงานควบคุมโรคติดต่อเขต 9 ที่พิษณุโลก เขาถูกขอตัวมาช่วยทำงานที่กรุงเทพฯโดยไม่ได้เข้ากระทรวงสาธารณสุขเลย นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขากลายเป็นบุคลากรที่หลุดจากวงโคจรของกระทรวงสาธารณสุขมาตั้งแต่บัดนั้น
ทั้งที่จริง ในตอนอยู่ที่พิษณุโลก ผลงานด้านการควบคุมโรคเอดส์ทำให้เขามีชื่อเสียงอยู่ในระดับแนวหน้าของกระทรวงสาธารณสุข เป็นกลุ่มบุคลากรเม็ดเลือดใหม่คนหนึ่งของกรมควบคุมโรคติดต่อ แต่เมื่อต้องหลุดออกจากตรงนั้นเพื่อมาทำงานให้กับอาจารย์หมอประเวศ ดังนั้นจึงต้องทุ่มเทใช้สติปัญญาอย่างเต็มที่ เพื่อให้คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องสละไป

ค้นหาองค์กรชุมชน
อย่างไรก็ตาม ในอันดับแรกจะต้องรู้ให้ได้ ที่เรียกกันว่าองค์ชุมชนนี่มันคืออย่างไร มีอยู่กี่ประเภท มีจำนวนรวมสักเท่าไร เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง เขาจึงเริ่มทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆเท่าที่พอจะหาได้ในเวลานั้น ในเบื้องต้นพบว่าในตอนนั้นมีองค์กรชุมชนอยู่เพียง 3-4 ประเภทเท่านั้น จำนวนก็ยังไม่มากและไม่หลากหลายเท่าไรนัก
ฐานข้อมูลเหล่านี้ พบว่ามีอยู่ที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นแหล่งหลัก ส่วนอีกฐานข้อมูลหนึ่งมีอยู่ที่กลุ่มออมทรัพย์ สัจจะออมทรัพย์ อันนี้เป็นส่วนขององค์กรชาวบ้านจริงๆ โดยที่รัฐไม่ได้ไปจัดตั้ง ชาวบ้านเขาจัดตั้งของเขาเอง เขาออมทรัพย์ของเขาเอง กำหนดกติกาอะไรต่างๆกันเอง ระบบข้อมูลจึงเป็นแบบบ้านๆ และอยู่อย่างกระจัดกระจายมาก จึงต้องออกแรงรวบรวมมาจากปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นผู้นำของเครือข่าย นี่ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกของเขาที่ทำการสำรวจข้อมูลองค์กรชุมชนทั่วประเทศ
เมื่อพยายามนำ 2 ฐานข้อมูลนี้มารวมกัน ในตอนนั้นได้องค์กรชุมชนประมาณ 45,000 องค์กร ทีนี้อยากรู้ต่อไปอีกว่า ทั้งหมดนี้มีความเข้มแข็งกันมากแค่ไหน กลุ่มไหนควรส่งเสริมสนับสนุนกันอย่างไร เขาจึงใช้วิธีคัดเอาเฉพาะส่วนที่มีข้อมูลตัวชี้วัดครบถ้วนใน 3 ด้าน เพื่อให้พอจะเปรียบเทียบกันได้ อันไหนที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์ก็คัดออกไปก่อน สุดท้ายเหลือเพียง 42,000 องค์กรชุมชนที่มีข้อมูลสมบูรณ์มากที่สุด
จากนั้น จึงเลือกใช้ตัวชี้วัด 3 ตัว เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์คุณภาพ อชช. ในเบื้องต้น ได้แก่
ตัวชี้วัดที่ 1. ดูว่าองค์กรนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปีไหน อายุองค์กรกี่ขวบปี ถ้าอายุมากก็น่าจะแข็งแรงกว่ากลุ่มที่เพิ่งเริ่มจัดตั้ง ดูแค่ใครแข็งแรง-ไม่แข็งแรง
ตัวชี้วัดที่ 2. ดูจากปริมาณของสมาชิก องค์กรมีสมาชิกอยู่กี่คน บางองค์กรมีสมาชิกอยู่ เพียง 3-4 คนเท่านั้น ในขณะที่เครือข่ายของครูชบ พระอาจารย์สุบิน บางองค์กรมีสมาชิกเป็นพันคนเลยก็มี นี่ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องความเป็นนิติบุคคลขององค์กรเหล่านั้น
ตัวชี้วัดที่ 3. ดูจำนวนเงินออมทรัพย์ มีเงินออมทรัพย์หรือเงินกองทุนรวมเท่าไร กองทุนนั้นได้มาจากเงินออมสะสมของสมาชิกหรือได้มาจากการรับบริจาค ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ในกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ของของชาวบ้านจะได้เงินกองทุนมาจากการออมเงินกันเอง
ส่วนองค์กรชุมชนในสายของกรมการพัฒนาชุมชน คือกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ส่วนหนึ่งจะได้รับเงินอุดหนุนจากทางราชการ เพราะฉะนั้นมันจึงต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร เราเน้นจุดที่เขามีเหมือนกันคือความเป็นองค์กรชุมชน ถ้ากลุ่มไหนมีเงินออมทรัพย์มากก็ถือว่าแข็งแรงกว่าพวกที่ยังมีเงินออมน้อยกว่า
ภาพรวมองค์กรชุมชน ปี 2542
เมื่อผ่านการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลพื้นฐานตัวชี้วัด 3 ตัวนี้ ดูเปรียบเทียบง่ายๆ ผลการวินิจฉัยออกมาเป็นรายองค์กร ปรากฏภาพรวมเป็นดังนี้
ส่วนที่แข็งแรงมีจำนวน 13% จากทั้งหมด 42,000 องค์กร
ส่วนที่เหลืออีก 87% นั้น ยังถือว่าไม่แข็งแรง ยังมีความเสี่ยง โดยพบว่าองค์กรชุมชนส่วนใหญ่เหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่กี่ปี ยังไม่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากนัก พูดง่าย ๆ ว่ากระดูกยังไม่แข็ง
ดังนั้น ถ้าจะตอบโจทย์ของอาจารย์หมอประเวศ ว่า 80,000 หมู่บ้าน 8,000 ตำบล เข้าใกล้เป้าหมายหายจนหรือยัง จะต้องทำการสำรวจองค์กรชุมชนให้ครอบคลุมมากกว่านี้ ไม่ว่าจะมีกี่สิบประเภท มีกี่แสนองค์กร ก็ต้องทำการสำรวจ เก็บข้อมูลให้รู้ภาพรวมทั้งหมดให้จงได้ นี่คือภารกิจการเดินทัพทางไกลเพื่อคนจน
เป็นการเดินทัพทางไกลเพื่อชุมชนเข้มแข็งและสังคมไทยเข้มแข็ง.
#บนเส้นทางประชาสังคม, 24 ก.พ. 2568
