บนเส้นทางประชาสังคม ตอนที่ 17 โดย หมอพลเดช
โดยปกติคนในชุมชนนั้นต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อมารวมตัวกันบนฐานของปัญหาหรือวัตถุประสงค์บางอย่างร่วมกัน ก่อเกิดการคิดค้นหาวิธีในการแก้ไขและจัดการ
การรวมตัวกันนั้นทำให้มีกระบวนการจัดการกับความสัมพันธ์ให้ผู้คนหรือสมาชิกในกลุ่มสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมและมีส่วนร่วม เกิดความตระหนักร่วม ยึดเหนี่ยว และรู้สึกเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดำเนินไปได้อย่างลุล่วง จึงเกิดเป็นองค์กรชุมชนประเภทต่างๆ
องค์กรชุมชน เป็นรูปแบบการจัดตั้งและจัดการตนเองอย่างมีโครงสร้างและเป็นระบบของชุมชน ซึ่งอาจมีความแตกต่างหลากหลายไปตามวัตถุประสงค์ ความสนใจ และการปฏิสัมพันธ์ตอบสนองกับองค์กรภายนอก ทั้งในด้านประเภท ขนาด และคุณสมบัติเฉพาะขององค์กร

ความหมายและคุณค่า
ในพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ได้นิยามความหมายที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและองค์กรชุมชนเอาไว้บางประการ ดังนี้
“ชุมชน” หมายความว่า กลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันโดยมีผลประโยชน์และวัตถุประสงค์ร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนกันหรือทำกิจกรรมอันชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรมร่วมกัน หรือดำเนินการอื่นอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีระบบบริหารจัดการ และการแสดงเจตนาแทนกลุ่มได้
“ชุมชนท้องถิ่น” หมายความว่า ชุมชนที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่หมู่บ้านหรือตำบล
“ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” ใช้เรียกสำหรับชุมชนท้องถิ่นซึ่งเกิดขึ้นก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
“องค์กรชุมชน” หมายความว่า องค์กรซึ่งเป็นการรวมของชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ซึ่งจดแจ้งการจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าประชาชนจะจัดตั้งกันขึ้นเองหรือโดยการแนะนำหรือสนับสนุนของหน่วยงานของรัฐ เอกชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน
“ผู้นำชุมชน” หมายความว่า ประธานกรรมการของชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หรือชุมชนอื่น หรือหัวหน้ากลุ่มหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นผู้นำของชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หรือชุมชนอื่นในลักษณะเดียวกัน
“ชุมชนเข้มแข็ง” หมายความว่า ชุมชนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ ปรับตัวและสามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม สุขภาพและคุณธรรมจริยธรรม จนบรรลุซึ่งความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้และมีความสุข มีความสงบสันติหรือสุขภาวะในด้านต่าง ๆ
ความหนาแน่นขององค์กรชุมชน
การพิจารณาภาพรวมชุมชนเข้มแข็ง อาจดูได้จากตัวชี้วัดอัตราความหนาแน่นขององค์กรชุมชน(อชช.) ในพื้นที่นั้น เช่น จำนวนองค์กรชุมชน ต่อ 1 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในแต่ละพื้นที่ภูมิภาค สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกกระแสความตื่นตัวและความเคลื่อนไหวในการจัดการปัญหาด้วยตนเองของชุมชนในพื้นที่นั้น ๆ ได้ในระดับหนึ่ง
ในภาพรวมทั่วประเทศ ปี 2560/2561 มีจำนวนองค์กรชุมชน เฉลี่ย 3,739 องค์กร/จังหวัด หรือ 328 องค์กร/อำเภอ หรือ 37 องค์กร/ตำบล
จังหวัดที่มีจำนวนความหนาแน่นของจำนวนองค์กรชุมชน ต่อ 1 องค์กรปกครองท้องถิ่น (อชช./ อปท.) สูงที่สุดคือ ร้อยเอ็ด (55.84) อำนาจเจริญ (54.98) หนองบัวลำภู (54.31) และมหาสารคาม (51.57)
สำหรับกรุงเทพมหานครนั้นเป็นกรณีข้อยกเว้น เพราะหน่วยงานท้องถิ่นมีเพียง กทม. หนึ่งเดียว หรือหากจะนับหน่วยย่อย 50 สำนักงานเขต ก็ยังมีขนาดพื้นที่และประชากรที่ใหญ่มาก จำนวนหน่วยท้องถิ่นไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับจังหวัดทั่วไปได้จึงแยกไว้ต่างหาก
องค์กรชุมชนเข้มแข็งในเชิงคุณภาพ
องค์กรชุมชนในระดับอำเภอ-จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นกลไกพื้นที่กลางสำหรับการประสานงาน สนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเป็นจุดเชื่อมกับหน่วยงานรัฐในระดับโครงสร้างส่วนบน มี 3 ประเภท จำนวนรวม 1,031 องค์กร ได้รับการประเมินคุณภาพ 1,022 องค์กร พบว่าส่วนใหญ่มีระดับความเข้มแข็งปานกลาง คือ ร้อยละ 61.2
องค์กรชุมชนในระดับตำบล 3 ประเภท มีจำนวนรวม 15,689 อชช. ได้รับการประเมินคุณภาพรวม 6,472 อชช. พบว่ามีระดับคุณภาพเข้มแข็งร้อยละ 56.0 ระดับปานกลางร้อยละ 28.4 และระดับความเข้มแข็งน้อยร้อยละ 15.6
องค์กรชุมชนในระดับหมู่บ้าน 6 ประเภท จำนวนรวม 232,684 อชช. ได้รับการประเมินคุณภาพจากหน่วยงานแม่ข่ายอย่างเป็นระบบ 221,868 อชช. พบว่ามีระดับคุณภาพเข้มแข็ง ร้อยละ 31.1 ระดับปานกลาง ร้อยละ 39.9 และส่วนที่เหลือมีระดับความเข้มแข็งน้อย ในจำนวนนี้ องค์กรชุมชนประเภทกลุ่มผู้ผลิตสินค้า OTOP มีความเข้มแข็งสูงกว่าเพื่อน (ร้อยละ 60.1) รองลงไปคือ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต (ร้อยละ 46.2)
#บนเส้นทางประชาสังคม, 7 มี.ค. 2568
