รายงานประชาชน โดย ส.ว.พลเดช (ฉบับที่ 48) “เครือข่าย ฮักเมืองน่าน”

ประชาคมจังหวัดน่าน   ปีที่ก่อตั้งปี พ.ศ. 2533  ระยะเวลาถึงปัจจุบัน 31 ปี

ความเป็นมาการก่อตั้ง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นการประชุมของกลุ่มพระสงฆ์ นำโดยท่านพระครูพิทักษ์นันทคุณ เจ้าอาวาสวัดอรัญญาวาส กับแกนนำชุมชน กลุ่มลูกหลานชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน ข้าราชการในท้องถิ่นและหน่วยงานราชการที่สนใจในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เห็นสภาพปัญหาพื้นที่ป่าในจังหวัดน่านถูกทำลายไปมากจึงเกิดความคิดอยากจะฟื้นฟูจิตสำนึกของชาวบ้านและฟื้นฟูสภาพป่า โดยเริ่มต้นจากการจัดพิธีบวชป่าสืบชะตาแม่น้ำขึ้น ที่ป่าชุมชนบ้านกิ่วม่วง อำเภอสันติสุข  เป็นครั้งแรกในจังหวัดน่าน 

แรกเริ่มใช้สถานที่วัดอรัญญาวาส เป็นที่ตั้ง ก่อนที่จะมาปรับเปลี่ยนเป็นมูลนิธิฮักเมืองน่านในภายหลัง โดยจดทะเบียนเป็นองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ มีพระครู  พิทักษ์นันทคุณ เป็นประธานมูลนิธิ เลขาธิการ คือคุณถนัด ใบยาต่อมาจึงปรับเปลี่ยนมาเป็นคุณสำรวย  ผัดผล เป็นประธาน มูลนิธิจนทุกวันนี้ มีนพ.บุญยงค์ วงศ์รักมิตร นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์ นพ.ชาตรี เจริญศิริ เป็นที่ปรึกษา

มีสมาชิกเป็นพระ เณร ครู หมอ ข้าราชการ นักพัฒนา ผู้นำชุมชน บุคคลทั่วไป แล้วขยายตัวไปทั่วทั้งจังหวัดน่าน เกิดความร่วมมือกันโดยเฉพาะเรื่องการรักษาป่า เพราะลักษณะทางภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่ของ จังหวัดน่านคือ บริเวณที่สูงและเป็นป่าต้นน้ำลำธาร  นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ทำงานด้านทางด้านสังคมอื่นๆ จากที่เริ่มต้นใน ปีแรกๆ มีเพียงสามสิบกลุ่มจนทุกวันนี้กว่า 800 กลุ่ม

กระบวนการทำงาน  

“ศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้” เป็นศูนย์การทำงานอีกแห่งของอาสาสมัครมูลนิธิฮักเมืองน่าน ตั้งอยู่ที่บ้านราษฏร์สามัคคี ตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียงถือเป็นหน่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของเครือข่ายครอบครัวชาวนา เก็บรวบรวมพันธุ์ข้าว/ผัก พื้นเมือง มีการผสมข้าวและคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม 

โครงสร้างการทำงานของเครือข่าย เป็นการรวมตัวของอาสาสมัครคนน่านหรือคนภายนอกที่ปรารถนาดีต่อจังหวัดน่าน หลากหลายสาขาอาชีพ ความสามารถและภูมิหลัง  มีทั้งผู้ที่เข้ามาประจำและเป็นครั้งคราว ตามแต่กำลังความสมัครใจและประเด็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีอาสาสมัครประจำอยู่ประมาณ ๑๐ คน เป็นคนรุ่นหนุ่มสาว ทั้งนี้งานอาสาสมัครจะ ไม่มีค่าจ้างตอบแทนเป็นเงินเดือนประจำ บางครั้งมีทุนอุดหนุนจากโครงการบ้าง 

วิธีการทำงานของแกนนำในกลุ่มฮักเมืองน่าน คือ “กระบวนการเรียนรู้และทำงานร่วมกัน”  กับกลุ่มเครือข่ายชาวบ้านตามท้องถิ่นต่างๆ  ในแต่ละประเด็นแต่ละเรื่องจะมีกลุ่มทำงานเจ้าภาพเฉพาะ  มีบุคลากรจากกลุ่มฮักเมืองน่านเข้าร่วมประสานงาน เป็นพี่เลี้ยง ไม่ชี้นำแต่จะช่วยในสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ 

จุดที่ต่างจากองค์กรพัฒนาเอกชนอื่นๆ คือเน้นการแสวงความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ  เพราะมีความสัมพันธ์และทัศนคติที่ดีต่อกัน แม้แต่กับภาครัฐหรือรัฐท้องถิ่น (เทศบาลและอบต.) เพราะอาสาสมัครส่วนหนึ่งก็เป็นข้าราชการ พนักงานเทศบาล นักการเมืองท้องถิ่นที่เป็นคนน่านจริงๆ มีความผูกพันกับระบบเครือญาติมิตรสหายอยู่มาก   เป็นการใช้ฐานความสัมพันธ์ตามธรรมชาติมากำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ที่ดี

นอกจากนี้   เครือข่ายยังทำหน้าที่ประสานงานกับภาคประชาสังคมกับคนภายนอก นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน สถาปนิก ศิลปิน เมื่อคนภายนอกเสนอสิ่งใดๆ ชาวบ้านจะร่วมกันคิดและคัดกรองเพื่อให้ได้สิ่งที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของตน

จุดเด่นอยู่ที่สามารถรวบรวมผู้คนทุกวัยและสาขาอาชีพมาร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการทำงานภาคประชาชนในการจัดการตนเอง สร้างเป็นกลุ่มการทำงานต่างๆ เช่น เครือข่ายป้องกันยาเสพติด, เครือข่ายการจัดสังคม,สวัสดิการและองค์กรการเงิน, เครือข่ายเกษตรและสิ่งแวดล้อม,เครือข่ายครอบครัวเข้มแข็ง, เครือข่ายเด็กและเยาวชน, เครือข่ายสื่อภาคประชาชน, เครือข่ายบ้านมั่นคง, เครือข่ายสุขภาพ, เครือข่ายพระสงฆ์, เครือข่ายศิลปินเมืองน่าน และอื่นๆอีกมาก

ผลงานและบทเรียนรู้ 

กลุ่มฮักเมืองน่านผ่านช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ รวมกลุ่ม และขยายเครือข่ายองค์กรไปสู่กลุ่มทางสังคมที่อยู่ในหมู่บ้านแทบทั่วทุกพื้นที่ ทั้งเขตที่สูงและที่ราบ มีการทำงานเพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับชาติพันธุ์อันหลากหลายที่ประกอบรวมกันขึ้นเป็น “คนเมืองน่าน” เป็นตัวอย่างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การสร้างความเข้าใจในครอบครัว 

การเกษตรที่ยั่งยืน เช่น การผลิตเกษตรอินทรีย์ การอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์  เกษตรกรมีส่วนร่วมกำหนดการผลิตได้  จัดตั้งโรงเรียนชาวนา จัดการเศรษฐกิจระดับครัวเรือนและท้องถิ่นผ่านกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ การสร้างเครือข่ายตลาดเกษตรอินทรีย์กับโลกภายนอก เพื่อจัดการให้ชาวบ้านเข้าถึงตลาด

ในแง่มุมทางศาสนา เช่น การติดตามสภาวะคุณธรรมของคนในสังคม การจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น การบวชป่าต้นน้ำที่เครือข่ายฮักเมืองน่านได้ริเริ่มไว้และการขยายพื้นที่ของการดูแลรักษาป่าโดยชุมชน  การบวชป่าคือการทำพิธีบวชต้นไม้ในป่าตามคติพุทธร่วมกับการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ เป็นการปรับนำเอารูปแบบความเชื่อในชีวิตประจำวันมาจัดการการดูแลรักษาป่า  โดยการบวชต้นไม้ให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจทำลายด้วยอำนาจความโลภ  สามารถสื่อได้อย่างทั่วถึงและเข้าใจทั้งสังคมภายนอกและภายใน ขณะเดียวกันก็สร้างความเคารพผืนป่าร่วมกัน การบวชต้นไม้ เป็นการมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ  สามารถนำมาใช้ในกระบวนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้ การบวชป่าสามารถสื่อสารกับคนได้อย่างทั่วถึงและเข้าใจ เพราะสังคมท้องถิ่นส่วนใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคงเป็นความเชื่อที่ทรงพลังและสามารถสร้างบรรทัดฐานในการอยู่ร่วมกันได้มากกว่ากฎหมายหรือเครื่องมืออื่นๆ  ทำให้มีหลายท้องถิ่นนำพิธีกรรมนี้ไปใช้ในการรักษาป่า อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ                                                               

สร้างเครือข่ายอนุรักษ์น้ำ อนุรักษ์ปลา กว่า ๑๕๐ แห่งทั่วจังหวัดน่าน โดยเริ่มจากชมรมผู้สูงอายุที่ขอเขตอภัยทานเพื่ออนุรักษ์ปลาที่หายไปจากแม่น้ำน่านนานแล้ว จุดแรกที่ทำคือแม่น้ำน่านบริเวณหน้าวัดดอนแก้ว อำเภอท่าวังผา เมื่อปี ๒๕๓๓ ซึ่งทำให้ปลากลับมาเต็มแม่น้ำในเวลาไม่กี่ปี

เมื่อสร้างกลุ่มจนเป็นที่ประจักษ์ เช่น กลุ่มฮักบ้าน อำเภอท่าวังผา, กลุ่มรักสันติสุข อำเภอสันติสุข, กลุ่มบ้านหลวงห่วงป่า อำเภอบ้านหลวง, กลุ่มรักษ์ถิ่นรักษ์ไทย อำเภอนาหมื่น, กลุ่มฮักนาน้อย อำเภอนาน้อย, กลุ่มกลางเวียง อำเภอเวียงสา, กลุ่มศิลาแลง อำเภอปัว, กลุ่มศิลาเพชร อำเภอปัว, กลุ่มบ้านน้ำเกี๋ยน เป็นต้นเช่นนี้ จึงมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ เกาหลี  ญี่ปุ่น  ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ ภูฏาน ฯลฯ มาศึกษาดูงานเพื่อนำกลับไปสร้างเครือข่ายตามจุดต่างๆ

การสร้างคนรุ่นปัจจุบันให้เป็นกำลังทั้งในด้านวิชาการ การประสานงาน และงานสื่อได้เป็นจำนวนไม่น้อย สร้างหลักสูตรย่อยต่างๆ ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่คู่ขนานไปกับแนวคิดการดำรงชีวิตได้อย่างเป็นอิสระเพื่อการพึ่งตนเองเป็นสำคัญ

การแสวงความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ  เพราะมีความสัมพันธ์และทัศนคติที่ดีต่อกัน แม้แต่กับภาครัฐหรือรัฐท้องถิ่น (เทศบาล และ อบต.) เพราะอาสาสมัครส่วนหนึ่งก็เป็นข้าราชการ พนักงานเทศบาล นักการเมืองท้องถิ่นที่เป็นคนน่านจริงๆ มีความผูกพันกับระบบเครือญาติมิตรสหายอยู่มาก   เป็นการใช้ฐานความสัมพันธ์ตามธรรมชาติมากำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ที่ดี     

ปัญหาอุปสรรค                                                                                                                      

กลไกการทำงานของเครือข่ายฮักเมืองน่านในปัจจุบัน ก็คือเยาวชนที่เติบโตมาจากการจัดกิจกรรมในจังหวัดที่ตกทอดมากว่า ๒๐ ปีแล้ว อาสาสมัครฮักเมืองน่านประสบความยากลำบากพอควร แม้ว่าจะมีจิตใจอยากทำงานเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน แต่ต้องทำงานแบบอาสาที่เสริมด้วยการทำอาชีพส่วนตัว 

ในปัจจุบันเครือข่ายฯ กำลังเผชิญกับกับกระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมที่รุนแรงกว่าแต่ก่อน ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงสู่การรองรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการอุตสาหกรรมเกษตร เช่น การปลูกข้าวโพดเพื่อการพลังงานโดยมีรัฐบาลได้ประกันราคาไว้ค่อนข้างแน่นอน ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากหันกลับไปสู่วงจรการผลิต กระแสหลักอีกครั้ง 

นอกจากนี้ ตั้งแต่มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล ทำให้โครงสร้างการปกครองแบบเดิมที่เชื่อฟังผู้อาวุโสและผู้ใหญ่ในชุมชนมีน้อยลง  พลังท้องถิ่นที่เคยขับเคลื่อนตนเองได้จึงเริ่มสั่นคลอนไปในระดับหนึ่ง  ในขณะที่คนรุ่นใหม่แม้แต่อาสาสมัครเยาวชนฮักเมืองน่านก็หันไปทำงานนอกท้องถิ่น กล่าวโดยภาพรวมคืออำนาจทุนและอำนาจรัฐ ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น เข้ามาแย่งชิงการจัดการจากท้องถิ่นมากขึ้น จนชาวบ้านจำนวนหนึ่งเกิดความถดถอยและสับสนในการจัดการตัวเองขึ้น.

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป / 15 ม.ค. 2564