ประชาคมยะลา กับชานนท์ (01)

บนเส้นทางประชาสังคมจังหวัด ตอนที่ 1 โดย หมอพลเดช

ยะลา หนึ่งในสามจังหวัดชายแดนที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้ 

มีชื่อเรียกตามภูเขายาลอ เทศบาลนครยะลาเป็นเมืองต้นแบบด้านผังเมืองสวยงาม มีอัตลักษณ์ เป็นระเบียบแบบแผน มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชนที่มีชื่อเสียงระดับชาติมากกว่า 30 แห่ง 

คำขวัญประจำจังหวัด “ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน” สั้นแต่ความหมายครอบคลุม ดำรงความเป็นพหุวัฒนธรรมได้อย่างเหนียวแน่นแม้มีความแตกต่างกันทั้งด้านเชื้อชาติ ภาษา และศาสนา

มีพื้นที่ 4,521 ตร.กม. ติดชายแดนมาเลเซีย ไม่ติดทะเล ประชากร 5.42 แสนคน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและใช้ภาษามลายู แบ่งการปกครอง 8 อำเภอ 58 ตำบล 341 หมู่บ้าน มีองค์กรชุมชน 910 องค์กร ชุมชนเข้มแข็ง 42 กรณีศึกษา ผู้นำชุมชน 571 คน จิตอาสาประชารัฐ 110 เครือข่าย สำรวจพบผู้ยากลำบากที่ถูกทอดทิ้ง 640 คน

ชานนท์  เจะหะมะ ผู้นำนักพัฒนาคนสำคัญของประชาคมยะลา เข้าร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมในพื้นที่มาตั้งแต่ยุควิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เป็นช่วง 3 ทศวรรษที่ต้องฝ่าด่านวิกฤติไฟใต้ ยาเสพติด ความยากจน และความขัดแย้งทางสังคม

“ ประชาคมยะลา กับชานนท์ ”

จับชีพจรไฟใต้ 

  • ต่อประเด็นคำถามว่า ขณะนี้มี สส.ชายแดนใต้เป็นคนมุสลิมล้วนๆแล้ว ช่วยแก้ปัญหาไฟใต้ได้บ้างหรือไม่ เขากลับมองว่าแทบไม่ได้ช่วยอะไรนัก พื้นที่ยังคงไม่สงบ ความขัดแย้งและการต่อสู้ยังมีอยู่ ผู้แทนราษฎรแต่ละคนล้วนมีวัตถุประสงค์แอบแฝง เอาแต่พูดๆๆ ด่าๆๆ แก้ปัญหาให้ชาวบ้านไม่ได้ พรรคการเมืองที่ชูเรื่องล้มเจ้ากับพี่น้องมุสลิม ในระยะยาวคงไปไม่ได้แน่ 
  • ด้านคณะกรรมการที่รัฐแต่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาก็มีพวกสีเทาปนอยู่เยอะ รวมทั้งคณะพูดคุยสันติสุขฯ ทุกคนต้องระวังตัวกันไปหมด ไม่กล้าพูดเปิดเผย กิจกรรมเวทีต่างๆก็ทำไปเพื่อใช้เงินงบประมาณ ถ่ายรูป ทำรายงาน ออกข่าว แล้วก็จบๆกันไป
  • กอ.รมน. เคยจัดงบประมาณสนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนแก่ภาคประชาสังคมร่วม 50 ล้านบาท แต่งานพัฒนาแบบช็อตเดียวเช่นนี้ไม่อาจคาดหวังผลสัมฤทธิ์
  • สภาประชาสังคมชายแดนใต้ กลไกที่ภาคประชาชนจัดตั้งกันมาเอง ตั้งแต่ปี 2554 ปัจจุบันยังคงเป็นกลไกพื้นที่กลางให้กับงานพัฒนาได้บ้าง แต่มีข้อจำกัดอยู่มาก องค์กอบมีหลากสีหลายพวกจนเกินไป ไม่กล้าออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อกรณีต่างๆ ไม่เป็นเอกภาพ ระแวงระวังว่าจะถูกมองเป็นเครื่องมือของใคร บางที่ภาคประชาสังคมอาจต้องสร้างกลไกใหม่ที่สังคมศรัทธายอมรับมากกว่านี้
  • สำหรับกรณีคดีตากใบที่หมดอายุความ ชาวบ้านไม่ถือว่าทหารเป็นจำเลย ผู้ต้องหาทั้ง 58 คนรัฐยกฟ้องไปหมดแล้ว รับการขอโทษและได้เงินชดเชย 7.5 ล้านบาทไปแล้ว จะมีก็แต่พวกชอบยุ ทั้งเอ็นจีโอ นักวิชาการและนักการเมืองหิวแสง ที่ต้องการเป็นข่าว

เส้นทางประชาคมยะลา

ชานนท์เริ่มงานประชาสังคมจากโครงการ “ดับบ้านดับเมือง” ชวนชุมชนลุกขึ้นมาดูแลปัญหาของตนเองภายใต้โครงการกองทุน SIF ปี 2542  วศิน สาเมาะ ลม้าย มานะการ และพิศิษฐ์ วิริยะสกุล เป็นแกนประสาน ส่วนตัวเขาเป็นคนพื้นที่ ฝังตัวทำงานอยู่ในชุมชน

ปี 2546 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) เข้ามาสนับสนุนโครงการ “ชุมชนคอยลุตตั๊กวา” และโครงการบ้านมั่นคง   

ปี 2547 ร่วมโครงการถักทอพลังชุมชน ภายใต้ศูนย์ต่อสู้เอาชนะยาเสพติดของรัฐบาล(ศตส.) ตระเวนลงพื้นที่ทำงานกันไปในทุกอำเภอ สนุกสนานคึกคักกันมาก ได้ร่วมงานกับสาธารณสุขจังหวัดอย่างใกล้ชิด จัดตั้ง สำนักงานพัฒนาประชาสังคม ขึ้นอย่างเป็นกิจลักษณะ สร้างเครดิตกลุ่มให้คนยะลารู้จัก ยอมรับกันในวงกว้าง

ในจังหวะนั้นเอง เกิดเหตุการณ์ปล้นปืน 2547 ภาครัฐตั้งกลไก กอ.สสส.จชต. และมีโครงการเวทีรับฟังประชาชนกรณีไฟใต้ รองนายกฯจาตุรนต์ ฉายแสง กับ หมอพลเดช ปิ่นประทีป ลงมาเชื่อมประสาน ยิ่งทำให้งานกลุ่มขยายออกไป

ปี 2550 รัฐมนตรี พม. ไพบูลย์-พลเดช แต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์สังคมจังหวัด มุ่งขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมทั่วประเทศ เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมยะลายิ่งเข้มแข็งและมีบทบาท

ปี 2553 ภายใต้โครงการฟื้นฟูชุมชนชายแดนใต้ของสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) ร่วมกับธนาคารโลก (WB) ผู้นำภาคประชาสังคมในพื้นที่ 4 จังหวัดร่วมกันจัดตั้ง “มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร” (HILAL-AHMAR Foundation) ขึ้นมาทำงานด้านกู้ชีพกู้ภัยและรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยร่วมงานกับศูนย์นเรนทร และ สป.สช. มีศูนย์อาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัยภาคประชาชน 25 ศูนย์ รถรับส่งฉุกเฉิน 25 คัน มีผลงานเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านและเข้าตาฝ่ายความมั่นคง ทุกฝ่ายทุกขั้วได้รับการเติมเต็มช่องว่าง ตรงกับปัญหาความเดือดร้อน

ร่วมมือกับ กอ.รมน. ภาค 4 จัดตั้ง องค์กรภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียง เขาช่วยดูแลโครงการกลุ่มอาสาสมัครเสื้อเขียว เป็นเยาวชนนักพัฒนา 350 คน กลุ่มสงขลาเน้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ยะลามุ่งงานช่วยเหลือคนมีปัญหากับรัฐ ปัตตานีทำงานให้ความรู้ประชาชน ส่วนนราธิวาสเน้นงานสภาเกษตรกร

ปี 2558  จัดตั้ง ศูนย์ประสานงานภาคีการพัฒนาจังหวัดยะลา (ศปจ.) ทำโครงการสำรวจและดูแลกลุ่มผู้เปราะบางและถูกทอดทิ้งในยุครัฐบาลประยุทธ์(2) เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มีมูลนิธิฮิล้าลอะห์มัรและกลุ่มอาสาสมัครเสื้อเขียวเป็นกำลังสำคัญของภาคประชาสังคม

มองอนาคต

เขาอยากเห็นภาคประชาสังคมสามารถกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกัน โดยไม่เอาเงินงบประมาณของรัฐเป็นตัวตั้ง ส่วนงานในพื้นที่ จชต. ยังต้องการพลังจากสังคมภายนอกที่ได้รับความเคารพนับถือมาช่วยเสริม.

“Every virtue is a mean between two extremes, each of which is a vice.”

Aristotle

คุณธรรมทุกข้อคือจุดกึ่งกลางระหว่างความสุดโต่งสองด้าน ซึ่งแต่ละด้านคือความชั่ว.

10 มี.ค. 2568