บนเส้นทางประชาสังคม ตอนที่ 18 โดย หมอพลเดช
เมื่อครั้งที่ตั้ง ‘มูลนิธิชาวพิษณุโลกรวมใจต้านภัยเอดส์’ ขึ้นมาทำงาน (ปี 2536) พวกเขาเริ่มมีการคบหาสมาคมกับกลุ่มกรรมการหอการค้าจังหวัดที่เข้ามาร่วมสนับสนุนงานสังคมกันมากขึ้น
ในการหารือรอบวงกาแฟในวันหนึ่ง คุณวิโรจน์ จิรัฐติกาลโชติ ประธานหอการค้าจังหวัดพิษณุโลก เล่าให้ที่ประชุมฟังว่าตนเพิ่งกลับมาจากการประชุมองค์กรการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่นั่นเขาพูดกันถึงนโยบายการตัดถนนสายหลักเชื่อมโยงโครงข่ายเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศ

กล่าวคือ ถนนสายเอเชีย 2 เส้นหลัก ได้แก่ North-South Economic Corridor จากเหนือจรดใต้ เริ่มที่นครคุนหมิง มาเชียงราย เด่นชัย พิษณุโลก ผ่านกรุงเทพฯ ไปถึง สงขลา มาเลเซีย สิ้นสุดที่สิงคโปร์ ส่วนอีกเส้นหนึ่ง คือ East-West Economic Corridor จากตะวันออกจรดตะวันตก เริ่มจากดานัง สุวรรณเขต มุกดาหาร ขอนแก่น พิษณุโลก แม่สอด เมียวดี ไปสิ้นสุดที่มะละแหม่ง
ประเด็นสำคัญคือ ทั้งสองเส้นทาง มีจุดตัดกันที่จังหวัดพิษณุโลกพอดี
ศูนย์กลางคมนาคมและโลจิสติกส์
เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในวันนั้น กลุ่มเริ่มถกแถลงกันอย่างจริงจังว่า ถ้าหากเส้นทางระหว่างประเทศเป็นแนวเช่นนั้นจริง ภาพในอนาคตของพิษณุโลกจะเป็นเช่นไร ต่างช่วยกันให้มุมมองทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นตามมา
ขณะนั้นเป็นปี พ.ศ. 2537 เส้นทางที่ว่านี้ยังไม่ทันมี เป็นเพียงความฝันและแผนการระดับนโยบาย แต่ถ้ากลุ่มประชาคมอาเซียนมีแนวคิดเช่นนั้นจริง ก็พอจะทำให้เห็นเป็นแนวทางได้ว่า ในที่สุดจะมีโครงข่ายเส้นทางถนนที่ต่อเชื่อมกันได้จริงและจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางขนส่งและการเดินทางท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต
ที่ประชุมรอบวงกาแฟในวันนั้นได้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกันขึ้นมาโดยพลันว่า “พิษณุโลกจะกลายเป็นสี่แยกอินโดจีน และกลายเป็น Hub เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและระบบ Logistic” ของภาคเหนือตอนล่าง
ทางกลุ่มเล็งเห็นว่าเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ของการพัฒนาพื้นที่ จึงตระหนักร่วมกันว่าชุมชนคนพิษณุโลกควรได้รับรู้ข้อมูลและเท่าทันต่อผลกระทบทางนโยบาย ทั้งทางบวกและทางลบว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง รวมถึงผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม ประชากร แรงงาน โรงงาน ภาคธุรกิจ การศึกษา บริการสาธารณสุข
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการตั้งโจทย์ทำการศึกษาวิจัย โดยตั้งเป็นกลุ่มศึกษา ชื่อชมรมศึกษาเพื่อการพัฒนาสี่แยกอินโดจีน ให้เป็นกลไกสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งต่อมากลายมาเป็น “มูลนิธิพัฒนาสี่แยกอินโดจีน” เป็นองค์กรเอ็นจีโอขึ้นมาทำงานอีกองค์กรหนึ่ง
ด้วยสถานการณ์งานพัฒนาดังที่กล่าว ทำให้เขาได้เปลี่ยนสภาพจากหมอนักวิชาชีพแพทย์ที่ดูแลรักษาคนไข้ในโรงพยาบาล กลายมาเป็นนักวิชาการควบคุมโรค เป็นนักการสาธารณสุข และนักพัฒนาสังคมและชุมชนท้องถิ่น ต่อเนื่องกันมาตามลำดับ
ประชาคมกลุ่มจังหวัด
ในห้วงเวลานั้นมีบทความอยู่ 2 ชิ้น ที่ส่งผลสะเทือนต่อความคิด
อันแรก เป็นบทความของอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทรวณิช จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ท่านเสนอแนวคิดว่า ต่อไปนี้ในการพัฒนาประเทศควรต้องนึกถึง “หลัก S-P-C” ซึ่ง S คือState หรือภาครัฐ ส่วน P คือ Popular หรือประชาชน และ C คือ Civil หรือประชาสังคม ซึ่งท่านหมายรวมทั้งภาคธุรกิจและภาคเอกชนเข้าไว้ในส่วนนี้ด้วย ท่านบอกว่าต้องประกอบเข้าเป็นเครื่องจักรในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เพราะมันมีความสำคัญมากทั้ง 3 องค์ประกอบ ไม่ใช่อาศัยเพียงอันหนึ่งอันใด
ส่วนอีกบทความหนึ่งเป็นของอาจารย์หมอประเวศ วะสี ท่านพูดถึง “สังคมที่สมดุล” กล่าวคือ การพัฒนาประเทศต้องสร้างสังคมที่สมดุล หมายความว่าให้ความสำคัญทั้ง รัฐ-ธุรกิจ-สังคม โดยทั้ง 3 พลังต้องได้สมดุล
ท่านอธิบายว่า ในปัจจุบันนี้ สังคมได้เสียสมดุลไปมากจึงเกิดเป็นทุกขภาวะ เกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยจนกระทั่งกลายเป็นวิกฤติ ในขณะที่ภาครัฐแข็งแรงใหญ่โต ภาคธุรกิจกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่สังคมกลับยิ่งอ่อนแอลงทุกที จนบางส่วนถึงขั้นแตกสลาย (Social Disintegration)
เศรษฐกิจที่เติบโตอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นเมืองอุตสาหกรรม ดึงดูดหนุ่มสาวจากชนบทเข้ามาเป็นแรงงานอยู่แถวอยุธยา สมุทรปราการ ครั้นเมื่อมีลูกน้อยก็ส่งกลับไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงในต่างจังหวัด ครอบครัวแยกกันอยู่คนละทาง ชุมชนและสังคมที่เป็นหน่วยใหญ่จึงอ่อนแอขึ้นมาอย่างเป็นระบบจากรากถึงยอด ทั้งครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น และสังคมประเทศชาติ
นี่คือ สองแนวคิดที่ทำให้กลุ่มได้ไอเดียว่า หากจะพัฒนาประเทศให้สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้นั้น จะต้องมีพลังหลายส่วนเข้ามาประกอบกันเป็นประชาคม จะอาศัยอย่างใดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จึงเป็นที่มาของแนวทางการทำงานพัฒนาพื้นที่ในลักษณะของ “ประชาคมจังหวัดและกลุ่มจังหวัด”
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สี่แยกอินโดจีนวางอยู่บนหลักคิดเช่นนี้ จะเอาพิษณุโลกเป็นตัวตั้งเพียงเมืองเดียวไม่ได้ เพราะพิจิตร สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก เพชรบูรณ์ ต่างเกี่ยวข้องอยู่ด้วยกัน การขับเคลื่อนประชาคมกลุ่มจังหวัดสี่แยกอินโดจีน จึงมุ่งเสริมสร้าง “Cluster of the little big cities.” .
#บนเส้นทางประชาสังคม #บนเส้นทางชุมชน
14 มี.ค. 2568
