ตอนที่ (6) ทิเบตภายใต้จีนคอมมิวนิสต์

เรื่องเล่าจากหลังคาโลก โดย หมอพลเดช

ก่อนหน้าการปฏิวัติชิ่งไห่ ในยุคราชวงศ์ชิงตอนปลาย จีนอ่อนแอมาก ถูกมหาอำนาจตะวันตกพากันกรูเข้ามารุมทึ้ง

โดยเฉพาะจักรวรรดิอังกฤษที่ได้รุกรานยึดครองอินเดีย ปากีสถาน เนปาล ภูฏาน  พม่า บังคลาเทศ มาเลเซีย ฯลฯ ได้แล้ว ก็เข้ามามีอิทธิพลเหนือทิเบตด้วย

ภายหลังการปฏิวัติซินไฮ่ ของ ดร.ซุนยัตเซ็น ที่มีต่อราชวงศ์ชิง ใน ค.ศ. 1912  กองทัพราชวงศ์ชิงถูกสั่งให้ปลดอาวุธและคุ้มกันไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ทิเบต  ต่อมาชาวทิเบตพยายามจะประกาศเอกราชในปี ค.ศ. 1913 แต่รัฐบาลสาธารณรัฐจีนไม่ได้ให้การยอมรับ อย่างไรก็ตาม ทางการลาซายังควบคุมส่วนตะวันตกของซิกาเจไว้ได้ 

ภูมิภาคทิเบตยังคงสถานะปกครองตนเองมาจนถึง ค.ศ. 1951  จนต่อมารัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์บังคับให้ทิเบตต้องเลิกระบบทาสที่ขัดต่ออุดมการณ์สังคมนิยม ทิเบตไม่ยอมจึงเกิดการสู้รบกันขึ้น โดยภายหลังการภายแพ้ในยุทธการที่ชัมโตเมื่อปี ค.ศ. 1959  ทิเบตจึงถูกยึดครองและผนวกเข้ากับประเทศจีนอย่างเต็มตัว โดยจีนยุบเลิกรัฐบาลทิเบตก่อนหน้านั้นไป

ขบวนการต่อสู้ของฝ่ายต่อต้าน

ต่อมายังมีการก่อกำเริบทางการเมืองและการทหารอีก แต่ก็ล้มเหลว ประเทศจีนจึงเข้าบริหารทิเบตตอนกลางและตะวันตกในฐานะเขตปกครองตนเองทิเบต ส่วนฝั่งตะวันออกส่วนใหญ่แยกไปเป็นเขตปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยในมณฑลเสฉวน, มณฑลชิงไห่ และมณฑลใกล้เคียงไปก่อนแล้ว

การลุกฮือของชาวทิเบตครั้งใหญ่ในลาซา เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 1959  มีสาเหตุมาจากความหวาดกลัวว่าจีนจะจับกุมองค์ทะไลลามะ การประท้วงครั้งนี้พัฒนาไปสู่การเรียกร้องเอกราช จนกองทัพจีนต้องใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และทำให้องค์ทะไลลามะต้องลี้ภัยไปยังอินเดีย พร้อมกับผู้ติดตามจำนวนมาก ก่อตั้งรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นที่เมืองธรรมศาลา 

ปัจจุบันยังมีขบวนการทิเบตเอกราชนานาชาติ (International Tibet Independence Movement) เป็นขบวนการที่ก่อตัวขึ้นเพื่อรวมดินแดนทิเบตสามจังหวัดคือ อัมโด คาม และอูจั้งเป็นราชอาณาจักรเอกราช การสนับสนุนขบวนการนี้ในเขตปกครองตนเองทิเบตถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศจีน 

ขบวนการนี้ได้รับการสนับสนุนจากชาวทิเบตที่ลี้ภัยไปอยู่ทั่วโลก ชาวทิเบตที่ไม่ใช่ชาวพุทธได้ร่วมสนับสนุนขบวนการนี้ด้วย 

การเลิกทาสในทิเบต

ในอดีตที่ยาวนาน ก่อนปี 1951 ทิเบตยังคงเป็นสังคมทาส ประชากรร้อยละ 90 มีสถานะเป็นทาสเกษตรและทาสประเภทต่างๆ ภายใต้ชนชั้นสูงเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่เป็นเจ้าของชีวิตหรือนายทาส ชีวิตทาสไม่ได้รับการคุ้มครอง ไม่มีเสรีภาพส่วนบุคคล เสรีภาพในทรัพย์สินและเสรีภาพทางความคิด ไม่อาจถามหาสิทธิในความเป็นมนุษย์

ทิเบตได้รับการปลดปล่อยระบบทาสอย่างสันติโดยรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ ทำให้ทาสเกษตรและทาสจำนวนมากได้เป็นตัวของตัวเอง ตั้งแต่ได้รับการปลดปล่อยจนถึงปัจจุบัน ประชากรทิเบตมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 1,000,000 คน เป็น 3,700,000 คน อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 35.5 ปี เป็น 72.19 ปี 

รัฐบาลกลางของจีนสนับสนุนให้ชนเผ่าในพื้นที่ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ประกาศนโยบายการจับคู่ช่วยทิเบต เช่นกรุงปักกิ่งช่วยกรุงลาซา นครเซี่ยงไฮ้ช่วยเมืองรื่อคาเจ๋อ เหล่านี้กลายเป็นมาตรการสำคัญที่พื้นที่รวยก่อน ช่วยเหลือพื้นที่อื่นให้รวยตามมา มุ่งทำให้จีนบรรลุความมั่งคั่งร่วมกันในที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อได้เปรียบของระบอบสังคมนิยม 

เมื่อย้อนไปเทียบกับยุคทาสเกษตรและทาสจำนวนมากในอดีตของทิเบตที่ทำงานอย่างหนักแต่กินไม่อิ่ม 

ปัจจุบันชีวิตของประชาชนชาวทิเบตในยุคใหม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ กล่าวคือ จนถึงสิ้นปี 2019 ผู้ยากจนที่ขึ้นทะเบียนในทิเบตทั้งหมดจำนวน 628,000 คน รัฐบาลจีนช่วยให้สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้โดยพื้นฐานแล้ว

23 ต.ค. 2568