ตอนที่ (8) อาณาจักร-ศาสนจักร

เรื่องเล่าจากหลังคาโลก โดย หมอพลเดช

ในยุคทะไลลามะองค์ที่ 5 (พ.ศ. 2158 – 2223) ชาวมองโกลในทิเบตไม่มีเอกภาพ ทำให้เจ้าเมืองซังอัน

ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งของทิเบตชิงบัลลังก์ลาซาไปได้ ทะไลลามะองค์นี้ยังมีมองโกลสนับสนุน จึงขอความช่วยเหลือไปยังกุชรีข่าน ผู้นำมองโกลให้มายึดอำนาจคืนจนสำเร็จ 

กุชรีข่านแห่งมองโกล ได้มอบอำนาจการปกครองทิเบตทั้งหมด คือทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร ให้แก่ทะไลลามะ ท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รวมชาติทิเบตได้อีกครั้ง และนับเป็นครั้งแรกที่ทะไลลามะได้กุมอำนาจสูงสุดโดยทั้งหมด

จากนั้น ท่านได้ย้ายมาประทับที่พระราชวังโปตาลา นครลาซา ชาวทิเบตมีความเชื่อว่าทะไลลามะเป็นอวตารของพระอวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ผู้กรุณา และเชื่อว่าปันเชนลามะ ผู้มีอำนาจรองจากทะไลลามะ ก็เป็นอวตารของพระอมิตาภะ

แต่ด้วยเหตุที่ทะไลลามะนั่งสมาธิแบบเนียงมา จึงพลอยทำให้นิกายเนียงมา เจริญรุ่งเรืองไปด้วย ชาวทิเบตได้ถวายพระนามทะไลลามะองค์ที่ 5 ว่า “มหาปัญจะ” เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ แม้พระองค์จะเสด็จสวรรคตแล้วยังมีผู้อ้างว่าทะไลลามะเสด็จเข้าสมาธิระยะยาว จึงจัดให้มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยปิดข่าวการสวรรคตของท่านอยู่นานถึง 13 ปี เพื่อทำงานฟื้นฟูวังโปตาลาให้แล้วเสร็จ

จากนั้นมีการแต่งตั้งทะไลลามะองค์ที่ 6 แต่พระองค์นี้ท่านโปรดการแต่งกวีและสนใจผู้หญิง ไม่ใส่ใจการบริหารประเทศ จึงถูกเนรเทศไปจีน แต่สิ้นพระชนม์ระหว่างทาง กระบวนการเสาะหาทะไลลามะองค์ต่อมา จึงต้องเริ่มตั้งต้นจากศึกษาวิเคราะห์เพื่อค้นองค์อวตาร จากบทกวีของท่าน

จีนคอมมิวนิสต์เข้าครอง จนถึง พ.ศ. 2351 – 2401 ทะไลลามะองค์ที่ 7 ได้การสนับสนุนจากราชวงศ์ชิงของจีน

แต่ก่อนมา จีนเคยมีบทบาทต่อตำแหน่งปันเชนลามะ หรือบัณฑิตเซ็นโป ที่แปลว่านักวิชาการใหญ่  ต่อมาเมื่อมีสงครามกลางเมือง จีนเกิดการปฏิวัติชิงไห่ของดร.ซุนยัตเซ็น ทะไลลามะอยู่ฝ่ายพ่ายแพ้ จึงต้องหนีภัยจากออกจากเมือง 

ทะไลลามะองค์ต่อมา ทั้ง 4 พระองค์ ต่างมีพระชนมายุสั้น บางองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ จนมาถึงทะไลลามะองค์ที่ 13 ได้เข้ามาบริหารประเทศ ทรงหลีกเลี่ยงการติดต่อกับอังกฤษ โดยหันไปอาศัยจีน และติดต่อกับมหาอำนาจรัสเซีย

จนกระทั่งเกิดความผันผวนทางการเมืองบานปลาย องค์ทะไลลามะ ต้องลี้ภัยไปจีน ต่อมาก็กลับไปทิเบตและฟื้นความสัมพันธ์กับอังกฤษ  ช่วงนั้นจึงมีเหล่ามิชชันนารีชาวคริสต์เข้าไปสู่ทิเบต

ในปี พ.ศ. 2476  ทิเบตมีผู้สำเร็จราชการปกครองประเทศ 18 ปี ต่อมาเกิดการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนแดงเข้ายึดทิเบตได้ ทำให้จำนวนพระภิกษุลดลงอย่างมาก  ตามรายงานจากการลงทะเบียนพระสงฆ์ มีจำนวนเพียง 7,700-10,000 รูป 

ต่อมา พ.ศ. 2502 รัฐบาลทิเบตสลายตัว รัฐบาลจีนตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมาบริหาร โดยมีปันเชนลามะเป็นประมุข ในขณะที่ทะไลลามะองค์ที่ 14 ผู้เป็นประมุขทางจิตวิญญาณ ได้เสด็จลี้ภัยไปอินเดีย และได้ไปปักหลักเผยแผ่ศาสนาอยู่ในสหรัฐอเมริกา จวบจนปัจจุบัน

เขตปกครองตนเอง

ทิเบตหรือซีจ้าง เป็นเขตปกครองตนเองของชาวทิเบต ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน มีเมืองหลวงชื่อ ลาซ่า มีพระเป็นผู้นำ ชาวทิเบตนับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน คล้ายกับประเทศภูฏาน  ทิเบตตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย เป็นที่ราบสูงที่สูงที่สุดในโลก จนได้รับฉายาว่า หลังคาโลก ที่นั่นมีอากาศที่หนาวเย็นมาก และมีความกดอากาศต่ำ ออกซิเจนเบาบาง ผู้ที่จะมาในทิเบตจะต้องปรับสภาพร่างกายก่อน และด้วยเหตุนี้เอง ประชากรที่อาศัยอยู่ในทิเบตจึงมีจำนวนน้อย

พลเมืองชายของทิเบตกว่าครึ่งบวชเป็นพระ ก่อนที่จีนจะผนวกทิเบตเป็นเขตปกครองตนเอง ทิเบตมีสามเณริกามากที่สุดในโลก ในทิเบตเคยมีคัมภีร์ทางศาสนามากมาย พลเมืองนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด จนได้รับฉายาว่า “แดนแห่งพระธรรม” ปรัชญาทางศาสนาพุทธแบบทิเบต มีอิทธิพลแทรกอยู่ในศิลปะ, ดนตรี และเทศกาลในภูมิภาค  รวมทั้งสถาปัตยกรรมทิเบตยังสะท้อนให้เห็นทั้งอิทธิพลที่มีส่วนผสมของจีนและอินเดียอีกด้วย

ผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้นำสูงสุดของชาวทิเบต คือ องค์ทะไลลามะ  ปัจจุบันเป็นองค์ที่ 14 ท่านเสด็จลี้ภัยไปพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ส่วนในทิเบตนั้น ทางการจีนได้สนับสนุนให้ปันเชนลามะ องค์ที่ 12 เข้ามาทำหน้าที่แทน เขตปกครองตนเองทิเบตแบ่งออกเป็น 7 เขตการปกครองระดับจังหวัด และ 74 เขตการปกครองระดับอำเภอ เศรษฐกิจหลักในทิเบตคือเกษตรแบบยังชีพ ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวเริ่มกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา.

28 ต.ค. 2568