โดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา
เมื่อครั้งที่ผมดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่ง ชื่อ พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2550 จำได้ว่าในเวลานั้นเรามีเจตนารมณ์ที่จะวางแนวคิดเชิงทิศทางและนโยบายในเรื่องสิทธิเด็ก (Child Right) และการปกป้องคุ้มครองเด็ก (Child Protection) เป็นสำคัญ
จึงเน้นไปที่การส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้รับการปกป้องคุ้มครองและพัฒนาในทุกมิติอย่างบูรณาการ มีเพียงเท่านั้น
ส่วนเรื่องสภาเด็กและเยาวชนนั้น เป็นสาระที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามาใน พรบ. ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560 ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นภารกิจหลักประการหนึ่งของสำนักงาน พมจ. (พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัด) ที่มีกิจกรรม โครงการ งบประมาณ และเครือข่ายเป็นกลไกขับเคลื่อน
การเลือกใช้รูปแบบองค์กรเด็กและเยาวชน ในชื่อของ “สภาเด็กและเยาวชน” โดยกำหนดไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจนตายตัวเช่นนี้ ด้านหนึ่งเป็นการเน้นบทบาทของเด็กและเยาวชนในลักษณะทำกิจกรรมเชิงรุก อีกด้านหนึ่ง คำว่า “สภา” ได้สร้างการสื่อสารต่อสังคมให้มี “ภาพจำ” ที่เกี่ยวพันกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยตัวแทน ในระดับใดระดับหนึ่ง ดังที่พรรคการเมืองบางส่วนได้เล็งเป้าหมายกระทำการแล้ว
ผม ในฐานะ ส.ว. และประธานอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ เพิ่งมีโอกาสไปเยี่ยมสำนักงาน พมจ.เพชรบูรณ์ ได้รับฟังการนำเสนอเรื่องงานสภาเด็กและเยาวชน ที่นั่น ทำให้เข้าใจสภาพความเป็นจริงในระดับพื้นที่ปฏิบัติการว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่พวกเขาทำมิได้มีกลิ่นอายของงานพัฒนาในมิติทางการเมืองแต่ประการใดเลย
จังหวัดเพชรบูรณ์มีประชากรเด็ก (0-17 ปี) 198,284 คน ประชากรเยาวชน (18-25 ปี) 107,797 คน มีสภาเด็กและเยาวชนเกิดขึ้นครบทุกระดับ ทุกพื้นที่ คือ สภาเด็กและเยาวชนระดับตำบลและเทศบาล 127 คณะ 2,715 คน ระดับอำเภอ 11 คณะ 222 คน และระดับจังหวัด 1 คณะ 21 คน มีสมาชิกรวม 2,715 คน ประกอบด้วย เพศชายต่อเพศหญิง เป็น 42 : 58 , มีช่วงวัยต่ำกว่า 12 ปี ร้อยละ 1.8, 12-17 ปี ร้อยละ 53.6 และ 18-25 ปี ร้อยละ 44.6
กิจกรรมที่ดำเนินงาน โดยส่วนใหญ่เป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านลงมาทางกระทรวง พม.(กรมพัฒนาเด็กและเยาวชน) ได้แก่ การรณรงค์ป้องกันการตั้งครรภ์วัยรุ่น (42%) การรณรงค์ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ (26%) การรณรงค์ป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น (18%) และการรณรงค์ป้องกันยาเสพติด (13%)
นอกจากนั้น เมื่อได้ฟังเรื่องราวการทำงานจากผู้นำสภาเด็กและเยาวชน จากเทศบาลเมืองหล่มสัก อบต.บุ่งน้ำเต้า อบต.เข็กน้อย และสภานักเรียนโรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล มีความน่าประทับใจที่เห็นเด็กๆทำงานเพื่อสังคมกันอย่างแข็งขัน สนุกสนานและมีความคิดสร้างสรรค์ เด็กที่เข้าร่วมกระบวนการและกิจกรรมได้รับการพัฒนาให้เป็นนักกิจกรรมรุ่นใหม่ (Activist) ตามกรอบแนวคิด ภารกิจและงบประมาณสนับสนุนที่ส่งไปจากกระทรวง พม.
เมื่อหันกลับมามองในระดับชาติ รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายในการพัฒนาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในกระบวนการคิดและการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนในรูปแบบของ “สภาเด็กและเยาวชน” จึงได้เห็นชอบและประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560
พรบ. ฉบับใหม่นี้ ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนตำบลและเทศบาลที่มาจากฐานของสภานักเรียนทุกโรงเรียน มีการเลือกตั้งตัวแทนเข้ามาเป็นสภาระดับอำเภอ จังหวัด และระดับชาติ โดยมีคณะบริหารดำรงตำแหน่ง 2 ปี
อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า
“สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ถือว่าเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล รวมถึงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในภาพรวมของประเทศ”
“สมาชิกประกอบด้วยประธานสภาเด็กและเยาวชนทั้ง 76 จังหวัด / ประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร และผู้แทนจากกลุ่มเด็กและเยาวชน อีก 38 คน รวมทั้งสิ้น 115 คน โดยในปีนี้เน้นให้สภาเด็กและเยาวชนทั่วประเทศจัดกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การยุติความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ ต่อต้านคอรัปชั่นและป้องกันยาเสพติด… ”
ในเบื้องต้นนี้ ผมมีข้อคิดเห็นเสนอแนะในเชิงนโยบายบางประการ ดังนี้
ประการแรก สภาเด็กและเยาวชน (สดย.) เป็นกลไกการส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยผ่านกระบวนการทำกิจกรรมเพื่อสังคม เสริมสร้างสำนึกสาธารณะ และค่านิยมการเป็นอาสาสมัคร เป็นเรื่องสิทธิของเด็กที่ต้องได้รับการพัฒนา ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ควรต้องตระหนักและดำเนินการควบคู่กันไป คือ การปกป้องคุ้มครองเด็กจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าจากฝ่ายใด
ประการที่ 2 เด็กและเยาวชนทุกคน มีสิทธิและหน้าที่ที่จะได้รับการศึกษา เรียนรู้ ในเจตนารมณ์และความหมาย ความสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มีความรอบรู้และเท่าทันการเมืองระบบตัวแทน
รวมทั้งมีเสรีภาพในการเลือกที่จะเชื่อถือแนวคิด อุดมการณ์และสนับสนุนนโยบายของพรรคการเมืองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งหน่วยงาน องค์กรและภาคีที่เกี่ยวข้องควรต้องมีหลักการร่วมกันเช่นนี้ ในการส่งเสริมเด็กและเยาวชน
ประการที่ 3 เครือข่ายสภาเด็กและเยาวชนทุกระดับ ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ควรได้รับการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ รวมทั้งจิตสำนึก วิธีคิดเพื่อบ้านเมือง ภาวะผู้นำ ทักษะกระบวนการ และการบริหารจัดการเครือข่าย ฯลฯ
ควรมีการจัดทำและพัฒนาระบบฐานข้อมูล สดย. อย่างครอบคลุมและเป็นปัจจุบัน ทั้งในระดับองค์กร ผู้นำเครือข่าย และมวลสมาชิก ตลอดจนองค์กรภาคีที่ร่วมสนับสนุน
นอกจากนั้น ยังควรต้องมีการพัฒนาให้มีระบบประเมินตนเอง การประเมินความต้องการ และการประเมินผลสัมฤทธิ์การพัฒนาคุณภาพของ สดย. เป็นระยะ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและวางแผนสนับสนุนการพัฒนา.
