ปางมะโอ ชุมชนลาหู่ บนปุยเมฆ

รายงานประชาชน (ฉบับที่ 44/2566)

ในวาระขึ้นปีงบประมาณใหม่ ทีมงานโฆษกคณะกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศฯ ประกอบด้วย ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม , พลเดช ปิ่นประทีป และ ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์

ได้ยกคณะไปสัมมนาสรุปงานและถือโอกาสบันทึกเทปรายการทีวี “วุฒิสภารายสัปดาห์” (ทีวีช่อง 10) กันที่รีสอร์ทบ้านเหนือเมฆ ในบรรยากาศที่แสนสดชื่น เย็นสบาย เหมือนอยู่บนปุยเมฆ ฝนโปรยพรำ แวดล้อมไปด้วยชุมชนลาหู่ผู้อนุรักษ์ป่าแห่งอำเภอเชียงดาว เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียวระดับยั่งยืน

ชนชาติลาหู่ เดิมตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบสูงทิเบต – ชิงไห่  มีเชื้อสายมาจากชาวโลโล ต่อมาคนไทใหญ่และจีนได้เข้าครอบครองพื้นที่ ชาวลาหู่จึงอพยพลงมาทางมณฑลยูนนานบริเวณแม่น้ำสาละวินกับแม่น้ำโขง อพยพเข้ามาในประเทศไทย ประมาณ พ.ศ. 2418 ด้วยเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศเมียนมา มาตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่นในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และตาก ชนกลุ่มนี้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธีที่หลากหลาย ทั้งการใช้พิธีกรรมบำบัด สมุนไพร โภชนบำบัด การใช้ความร้อน กัวซาบำบัด เหรียญฝรั่งประคบ และการรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่

” ปางมะโอ ชุมชนลาหู่ บนปุยเมฆ ” รายงานประชาชน (ฉบับที่ 44/2566)

วิถีชีวิตแบบชาวสวนเมี่ยง

บ้านปางมะโอ เป็นชุมชนเข้มแข็ง มีวิถีชีวิตแบบชาวสวนเมี่ยง รักษาป่า รักษาความเป็นเครือญาติและชาติพันธุ์ลาหู่ ตั้งอยู่ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีประชากร 60 ครัวเรือน 191 คน มี 6 หย่อมบ้าน บ้านใหญ่ และ 5 หย่อมบ้านย่อย  

เป็นชุมชนที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ป่าต้นน้ำแม่ปิง ดูแลรักษาป่าเพื่อเป็นแหล่งน้ำและแหล่งอาหาร วิถีการดำรงชีวิตสัมพันธ์กับการใช้ทรัพยากรจากป่าและพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกเมี่ยงด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสานการพัฒนาพืชผักชนิดใหม่ๆ เช่น การปลูกกาแฟแซมพื้นที่เดิม เกิดนวัตกรรมการเกษตรแบบประณีต สร้างแหล่งอาหารให้กับชุมชน ในรูปแบบของซุปเปอร์มาเก็ตหลังบ้าน (Food Bank) บนพื้นที่ป่าใช้สอย 30 ไร่

ปี 2546 หมู่บ้านปางมะโอ ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวประเภทชุมชน จากสถาบันลูกโลกสีเขียว ปตท.ด้วยผลงานที่รักษาป่า 9,000 ไร่ ควบคู่ไปกับการปลูกชาพันธุ์อัสสัมเพื่อทำเป็นเมี่ยง มีรายได้ที่มั่นคง มีครอบครัวที่อบอุ่น ดำรงชีวิตด้วยวิถีพอเพียงตามแนวพระราชดำริ มานานนับร้อยปี และในปี 2552 ได้รับรางวัลสิปปนนท์ เกตุทัต การันตีในความเป็นป่าชุมชนที่ยั่งยืน

“ต้นเมี่ยงต้องพึ่งน้ำและดินที่ชุ่มชื้นจึงจะอยู่รอด และชาวบ้านไม่สามารถรดน้ำต้นเมี่ยงได้ ดังนั้น ชาวบ้านจึงต้องรักษาต้นไม้ใหญ่ในสวนเมี่ยง จึงทำให้สวนเมี่ยงมีสภาพเหมือนป่า เราจึงเรียกกันว่า ป่าเมี่ยง” พ่อหลวงอินทร ใจระวัง อดีตผู้ใหญ่บ้านปางมะโอกล่าวถึงการทำสวนเมี่ยง

“หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่แมะ-แม่นะ และได้รับการประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ป่าอนุรักษ์ชั้น 1 เอ ถือว่าเป็นแหล่งต้นน้ำ ที่ห้ามบุกรุกทำลายโดยเด็ดขาด จากการดำเนินการที่ผ่านมา ภายใต้การเข้าไปสร้างกระบวนการเรียนรู้กับชุมชน ประสบผลสำเร็จและได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเป็นอย่างดี”

เช่นนี้เองจึงทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านปางมะโอไม่ถูกทำลาย มิหนำซ้ำยังช่วยการปลูกต้นไม้ สร้างความชุ่มชื้น และความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่โดยรอบ อีกทั้งชุมชนปางมะโอยังมีกฎห้ามทำไร่เลื่อนลอย ดังนั้น พืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ประเภทข้าวโพด กะหล่ำปลี จะไม่มีที่บ้านปางมะโออย่างเด็ดขาด

แนวคิดป่าชุมชน

ในพื้นที่ทั้งหมดของบ้านปางมะโอ จำนวน 10,950 ไร่ มีการแบ่งการใช้ที่ดินออกเป็น พื้นที่ทำการเกษตร 1,700 ไร่ ที่อยู่อาศัย 150 ไร่ พื้นที่ป่าชุมชน 4,550 ไร่ ป่าไม้ใช้สอย 1,000 ไร่ และป่าอนุรักษ์ 3,550 ไร่ มีกฎระเบียบในการใช้ประโยชน์จากป่าที่ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน ประชาสัมพันธ์ผ่านเวทีประชุมผู้ใหญ่บ้าน 

ขยายแนวคิดป่าชุมชนไปสู่กลุ่มเยาวชนลุ่มน้ำปิง ผ่านโรงเรียนต่างๆ ในเขต ต.แม่นะ และ อ.เชียงดาว มีแกนนำนักเรียนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนับร้อยคน มีหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องการจัดการป่าชุมชน การทำสวนเมี่ยง อาหาร และสมุนไพรจากป่า เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ทำงานร่วมกับเครือข่ายจัดการลุ่มน้ำแม่ปิง

สภาพป่าชุมชนที่ปางมะโอ มีไม้ใหญ่ร่มครึ้ม มีต้นก่อเป็นไม้หลักประจำถิ่น ก่อมี 2 ชนิดคือ “ก่อแป้น” กับ “ก่อเดือย” ลูกก่อมีหนามแหลมลักษณะคล้ายลูกเงาะ ต้องเอามีดกะเทาะเปลือก จึงจะได้ลูกก่อที่อยู่ข้างใน ชาวบ้านขายลูกก่อ (เกาลัดเมืองไทย) ได้ลิตรละ 15 บาท เป็นรายได้จากป่าอีกอย่างหนึ่ง รวมถึงเห็ดหลายดอกหลายชนิดที่สามารถกินได้ 

ในปี 2550 โครงการหลวงได้เข้ามาทำงานในพื้นที่บ้านปางมะโอ ศึกษาวิจัยการฟื้นฟูแหล่งอาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพของป่ารอบชุมชนบนพื้นที่สูง พบว่าชาวบ้านปางมะโอมีการพึ่งพิงทรัพยากรจากป่าในชีวิตประจำวันในปริมาณที่สูง จากพืชจำนวน 147 ชนิด แบ่งเป็นพืชอาหาร 52 ชนิด พืชสมุนไพร 82 ชนิด และอื่นๆ 13 ชนิด ชุมชนร่วมกับโครงการวิจัยฯ ดำเนินการเพาะขยายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ไว้ในเรือนเพาะชำ เช่น หวาย ตีนฮุ้งดอย ไม้กฤษณา ไผ่ ผักฮาก ต๋าว คอแลน ฯลฯ เพื่อจะไปขยายพันธุ์ในป่ารอบชุมชน.

ส.ว.พลเดช ปิ่นประทีป / 27 พฤศจิกายน 2566